User blogs

ViRism
ใกล้วันจะประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้า ตอนนี้ทั่วโลกจับตาอยู่อย่างเดียวคือ ที่ประชุม FOMC จะมีมติ หรือมีการบอกใบ้อะไรไหม ที่จะทำอะไรกับมาตรการ QE3 และ QE4 ในวงเงินรวมกัน $85,000 million ต่อเดือน

ปฏิเสธไม่ได้เลย ปัจจัยหลักๆที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกผันผวนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่าน มันก็เป็นเพราะเรื่องการคาดการณ์ QE นี่ล่ะครับ

ลองย้อนกลับไปดูกัน นับตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค. จนถึงเมื่อวานนี้ ตลาดไหนลงแรงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก จะเห็นว่า มีเพียง Nikkei ของญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ติดกลุ่ม ทั้งๆที่อยู่ใน Developed market ส่วนนอกนั้น ตระกูล Emerging Market (ตลาดเกิดใหม่) ทั้งหมดเลย




คราวนี้ ถ้ากลับมาถามว่า QE การมี หรือ ไม่มี มันกระทบกับสินทรัพย์ใดบ้าง ทุกคนก็คงรู้กันว่า มันกระทบกับ ทั้งตราสารหนี้ และหุ้น ทั่วโลก แต่ที่สำคัญ และกระทบโดยตรง การเกิดขึ้นของ QE ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น กระทบกับค่าเงิน US Dollar โดยตรง



จากรูปด้านบน จะเห็นว่า ทุกครั้งที่ Fed ส่งสัญญาณจะออกมาตรการ QE มากระตุ้น จะฉุดให้ Dollar Index ร่วงลงมา (อ่อนค่า) ในทุกครั้ง แต่ระดับของการอ่อนค่า ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนในตลาด ณ ตอนนั้น ที่มองว่า QE แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพขนาดไหน และเมื่อดูเข้าไปที่การเคลื่อนไหวของ Dollar Index หลังการทำ QE จะเห้นได้เลยว่า เงินค่า USD อ่อนค่าในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับ QE1 และ QE2 ซึ่งนักวิเคราะห์ในตอนนั้นก็บอกว่า มันดื้อยาไปแล้ว แต่เฮียเบอร์นันเก้ก็ยืนยันว่าได้ผลนะ

มาวันนี้ เริ่มมีการพูดถึงการยกเลิก QE3 และ 4 เมื่อคาดว่าจะไม่มีเงินอัดเข้ามาในระบบในระยะสั้น ค่าเงิน USD ก็แข็งค่า และตามมาด้วยการเทขายสินทรัพย์ต่างๆอย่างที่เราเห็นๆกัน

แล้วเศรษฐกิจอเมริกามันดีขึ้นจริงหรอ??
ไปดูรูปข้อมูลเศรษฐกิจอเมริกากัน ที่ดีก็คือ ตัวเลขการจ้างงาน ส่วนภาคการผลิตยังทรงๆ ในขณะที่ GDP Growth ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหา โตได้อ่อนๆอย่างที่ Fed ต้องการ และนั้นจึงเป็นที่มา ที่ทำให้เฮียเบน กล้าพูดออกสื่อให้นักข่าวและนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า QE มันต้องถอนนน!!



แล้วเขาจะถอนไหม??
ก็นั่นหล่ะครับ ที่ตลาดกังวล และเดากันไปต่างๆนานาๆ เอาเป็นว่า เราไปดูผลกระทบกันดีกว่า ว่า ที่เขาคาดกันว่าจะถอน แล้วมันมีผลยังไงบ้าง นอกจากกับ USD

1. ตลาดพันธบัตร
จาก Research ของ MBKET

จะเห็นว่า Bond Yield เด้งขึ้นกันหมด ทั้งไทย อเมริกา และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ เป็นเพราะตลาดคาดกันว่า ถ้าไม่มี QE ก็แปลว่า Demand มาซื้อพันธบัตรก็จะลดลง เลยเป็นที่มาให้กองทุน Bond Fund อย่าง Templeton World Bond หรือ Aberdeen Emergning Opportunities Bond หรือ PIMCO Emerging Local ร่วงไปก่อนหน้าในช่วงเดือน พ.ค. และ

2. ตลาดหุ้น
รูปแรกข้างบนบอกไปแล้วนะครับว่าลงกันแรง คราวนี้ คำถามคือ ทำไมตลาดพวกนี้ถึงลงแรงกว่าที่อื่น และทำไมไทย ฟิลิปปินส์ถึงลงแรงกว่าตลาดอื่นในเอเชีย อันนี้เป็นเรื่องการใช้ Valuation ที่เปลี่ยนไป



ต้องยอมรับก่อนนะครับว่า QE เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้ต่างชาติเร่งขนเงินมาลงทุนในต่างประเทศ และด้วยสภาพคล่องที่เยอะเนี่ย มันก็ดันให้ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา วิ่งเร็วกว่า Valuation ที่เป็นจริง ยิ่งภาพอะไรที่เคยวาดไว้สวยๆ มันดูจะไม่มาเร็วอย่างที่คิด มันก็ทำให้ตลาดหุ้นบางตลาด เทรดที่ PE แพงกว่าคนอื่น รวมทั้งหุ้นไทย ซึ่งขึ้นไปเทรดที่ PE S.D. +2 ทีเดียว ดังนั้นต่างชาติรอบนี้จึงเทขายหุ้นไทยลงมาเพื่อลดความเสี่ยงไปก่อน

3. ทอง
ดูจะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับการเทขายของต่างชาติในรอบนี้ แต่นึกดูดีๆ ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงเทขายทองในช่วงเดือน เม.ย. จริงๆ มันก็เรื่อง QE นี่หล่ะครับ เพราะที่ทองขึ้นมาตั้งแต่ Subprime Crisis นั้น Theme หลักๆก็คือ เงินอัดฉีดที่ทำให้ USD อ่อน
... ก็ในเมื่อ QE อาจจะถูกถอน และเศรษฐกิจอเมริกามันอาจจะฟื้นจริงๆ แล้วจะไปอยู่ในทองกันทำไม นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดเขาก็คิดแบบนี้



หลายคน พอเห็นการเคลื่อนไหวของ Fund Flow ที่รุนแรงแบบนี้ ก็อาจพาลคิดไปว่า ขนาดแค่คาดการณ์ว่าจะยกเลิก QE ยังผันผวนขนาดนี้ แล้วยกเลิกจริงๆ มันไม่เป็น Crisis ของโลกเลยหรอ??

เท่าที่ผมเห็นมา Crisis มักจะเกิดจากไม่ภาคอสังหาฯ ก็ระบบการเงิน นะครับ ไม่เคยเห็นว่าจะเกิดจากแบงก์ชาติถอน QE
ผมมองในมุมนี้ การที่เฮียเบน พูดออกมาตอนเดือน พ.ค. ว่ามีโอกาสลดปริมาณวงเงิน QE ก็เพื่อหยั่งให้ตลาดรับรู้ และลองเชิงดูก่อน ถ้ารู้ว่า ถอด QE แล้วตลาดพัง เขาคงไม่ทำ แต่การทำให้ตลาดรับรู้ไปเรื่อยๆ ความตกใจของตลาดน่าจะลดลง

ประเด็นคือ แล้วมันจะเขย่าแบบนี้อีกนานไหม ชาวหุ้นหวั่นไหว งั้นไปดูภาพนี้


ทุกๆปี มันจะมีช่วง Grand Sale นะครับ ปีนี้อาจจะหนักกว่าปี 2011 ที่มีเรื่อง Debt Ceiling แต่หากตั้งสติกันดีๆ ครั้งนี้ก็เหมือนครั้งนั้นตรงที่ "มันไม่ได้กระทบอะไรกับปัจจัยพื้นฐานบ้านเราเลย มันเป็นเรื่องฝรั่งทำกำไร ก็เท่านั้น" แต่ประเด็นคือ เราไม่รู้ว่า เขาจะขายเท่าไหร่ และทำไมต้องรีบขายเยอะขนาดนี้มากกว่า

แล้วไม่คิดว่า จะขายไปแล้วไปเลยหรอ??
ผมไม่คิดว่าจะไปเลย และถึงไปเลย มันก็ยังมีฝรั่งกลุ่มที่ชอบหุ้นไทยอยู่ในโลกอีกเยอะครับ ดูรูปด้านล่าง


จะเห็นว่า เงินที่ไหลกลับอเมริกา ไม่ได้เข้าไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาว เพราะ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นทุกช่วงอายุ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนเงินที่ออกจากกองทุนในเอเชีย ก็ออกมาอยู่ในรูปของเงินสด

เห็นแบบนี้ก็เดาไปก่อนครับว่า เขาขายออกมาก่อนเพื่อลดความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปลงทุนอะไร เลยถือเป็นพวกเงินสด หรือใกล้เคียงเงินสดไว้ เมื่อไหร่เขาสบายใจ มั่นใจ เด๋วก็น่าจะกลับมา

แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่??
อันนี้ล่ะปัญหา เพราะว่า
1. ความไม่ชัดเจนต่อประเด็นการถอน QE ยังคงมีอยู่
2. เขาอาจจะไม่ได้ Bullish ในหุ้นไทยเหมือนเก่าแล้ว
3. ถ้ามีตลาดหุ้นที่อื่นที่ดูดีกว่าไทย เงินก็อาจจะไหลไปอยู่ตรงนั้นแทน

แต่เราคนไทย เราต้องมั่นใจในศักยภาพครับ !! (ฮึกเหิมม๊ะ)

สรุปคือ ตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลกยังจะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง ฝ่ายที่คาดว่า QE จะยกเลิกปีนี้ กับฝ่ายที่คิดว่า QE จะไปยกเลิกปีหน้า เถียงกันไปเถียงกันมา จนกว่า Fed จะประกาศอย่างเป็นทางการ

ต้องรอดูกันครับ แต่ตลาดหุ้นกระทิงแบบวิ่งทางเดียวเหมือนปีที่แล้ว ส่วนตัว ผมมองว่า เราคงไม่เห็นในปีนี้แล้วล่ะ
(ย้ำว่า ความเห็นส่วนตัว)

ใครจะติดตามมุมมองผมเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดโลกนี่ ไปกด Like กันต่อที่ https://www.facebook.com/SinthornCafe

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
MBKET, Bloomberg, UBS, Standard Charted Private Bank, BISNEWS

-------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ
sHeetoEy Jun 14
ViRism
1. ตลาดจะให้เงินแก่ผู้ที่มีวินัยเท่านั้น
2. จงมีวินัยทุกวัน ทุกการเทรด แล้วตลาดจะให้รางวัลแก่คุณเอง ...แต่อย่าสงสัยว่าคุณมีวินัย...แล้วทำไมถึงเจ๊งตลอด ถ้าคุณยังไม่ได้มีวินัยแบบ 100%
3. ลด size ในการเทรด เมื่อ performance ในการเทรดตกลง
4. ถ้ามีกำไรอยู่ ห้ามเปลี่ยนให้มันเป็นขาดทุน
5. อย่าให้การขาดทุนครั้งใหญ่... กินกำไรครั้งใหญ่ของคุณไป
6. พัฒนาระบบ...ที่คุณจะสามารถมีวินัยกับมันได้ตลอด ถูกจริตกับมัน ...อย่าเปลี่ยนระบบบ่อยๆ
7. เป็นตัวของตัวเอง ...อย่าพยายามเลียนแบบคนอื่น
8. มีความอยากที่จะเทรด... เฝ้ารอเวลาที่ตลาดจะเปิดทุกๆวัน
9. เรียนรู้ในการเทรด size ที่ใหญ่ขึ้น... แต่จำไว้ว่าถ้ามันไม่เวิร์คต้องลดขนาดลงมาก่อน
10. ห้ามเป็นผู้แพ้ในระยะยาว (ระบบต้องไม่ขาดทุนในระยะยาว)
11. การขาดทุนครั้งแรก...คือการขาดทุนที่ดีที่สุด เรียนรู้จากมันซะ !
12. อย่าคาดหวัง + ขอพร ในตลาดหุ้น เพราะไม่มีใครช่วยคุณได้ สุดท้ายคุณจะแพ้
13. อย่าสนใจข่าวที่ออกมาตามสื่อต่างๆ
14. อย่าเก็งกำไร (ระบบที่ risk/reward ต่ำ หรือ ความแม่นยำต่ำ หรือ ทั้งคู่)
15. เข้าใจว่าทุกระบบต้องมีการขาดทุน (ยอมรับความจริงว่าคุณจะต้องขาดทุนบ้าง...แล้วปิดการขาดทุนให้เร็วที่สุด)
16. เมื่อคุณเปิด position แล้ว ราคามันไม่ไปตามทางที่คุณคิดไว้ ให้รีบปิดสถานะนั้นซะ !
17. ห้ามขาดทุนครั้งใหญ่... เพราะสิ่งที่เดียวที่ทำร้ายพอร์ทคุณได้คือ... การขาดทุนครั้งใหญ่
18. เทรดตามระบบ เทรดตามวินัย ...ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจ และ มีสติในการเทรด
19. ถ้าคุณกำลังขาดทุน ให้ Cutloss ทั้งหมด... ถ้ากำไร ให้แบ่งขายตามเป้าหมาย
20. เทรดให้ได้กำไรครั้งใหญ่ๆครั้งเดียว คือ โชคดี ...” เทรดให้ชนะไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ คือ ฝีมือ “
21. ค่อยเก็บกำไรทีละนิดไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะได้กำไรก้อนใหญ่
22. เทรดด้วยระบบซ้ำๆ แบบเดิมๆ ทำจนชิน แล้วคุณจะเก่งซักวัน (ตามกฏ 10000 ชั่วโมง)
23. อย่าคิดมากเกินไป อย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าเป็นคนโลเล ไม่งั้น...คุณเจ๊งแน่ๆ
24. เทรดเดอร์ทุกคนมีสิทธิเท่ากันในสนามการลงทุน
25. ตลาดการลงทุนเป็นตลาดที่มีความยุติธรรมแก่ทุกคน

จากบทความของ Douglas E. Zalesky
เรียบเรียง : Traveller's trade
14.06.2013 (16.48น.)
sHeetoEy Jun 14
นักข่าว VI
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำๆ หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยมาก คือคำว่า … ”หุ้นวีไอ”

คนรู้จักของผมบางคน ซื้อหุ้นยอดนิยมของชาววีไออย่างพวกหุ้นค้าปลีก แล้วคิดว่านั่นคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ

ผมเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ” ไม่ใช่ว่าใครซื้อหุ้นที่พวกวีไอนิยมอย่าง CPALL, HMPRO แล้วจะกลายเป็น Value Investor ได้

ความเป็นวีไอต้องมาจาก “Mindset” คือทัศนคติที่เชื่อในเรื่องของ “คุณค่า” ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตและการมองโลกของคนๆ นั้นด้วย

มีเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เป็น “นักเล่นหุ้น” ที่พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็น ”วีไอ”

ด้วยความที่สนิทกัน พอรู้ว่าผมมีหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็มักซื้อตาม โดยหวังว่าจะได้กำไรมากๆ แต่เชื่อไหมครับว่า ผลลัพธ์ของคน “อยากเป็นวีไอ” อย่างเขา กลับออกมาไม่สวยงามเอาเสียเลย

ทั้งๆ ที่ซื้อหุ้นตัวที่เคยทำกำไรให้ผมได้มากมาย เขากลับไม่เคยได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แม้จะเป็นหุ้นที่ใครๆ มองว่าเป็น “Super Stock” ก็ตาม

ครั้งหนึ่ง เขาเคยบ่นให้ฟังว่า “ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้(วะ) ซื้อหุ้นเหมือนนายแท้ๆ”

ได้ยินเช่นนั้น ผมจึงอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะเขา “ลอก” หุ้นจากผม โดยใช้ Mindset ของความเป็น “นักเก็งกำไร”

เพื่อนผมคนนี้ พร้อมที่จะซื้อหุ้น (ซึ่งเขาเรียกมันว่า “หุ้นวีไอ”) ชนิด “สู้ทุกราคา” โดยไม่ต้องรอให้มี Margin of Safety ตามหลักของ Value Investment

พอราคาตกลงมาหน่อย เขาก็มัก “อยู่ไม่นิ่ง” และขายทิ้ง ทั้งๆ ที่พื้นฐานของกิจการยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าเดิม ก็เจ็บใจกันไป ทำอะไรไม่ได้

จะเห็นได้ว่า แม้จะซื้อหุ้นยอดฮิตของพวกวีไอ แต่ “ใจ” ของเพื่อนผมคนนี้ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นใจของ “นักเก็งกำไร” ล้วนๆ

ความจริงก็คือ…ไม่มีใคร “แปลงร่าง” เป็นวีไอ ด้วยการซื้อหุ้นเหมือน ดร.นิเวศน์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ หาก “ข้างใน” ของเขายังไม่เปลี่ยน หาก “ใจ” ของเขายังไม่ใช่

คนเป็นวีไอที่แท้ จะมีสายตาที่มองหา “คุณค่า” อยู่เสมอ พวกเขาจึงไม่ชอบซื้อหุ้นที่แพงเว่อร์ หรือหุ้นที่โบรกฯ เชียร์ เพราะ “คุณค่า” ของมันถูก “ราคา” บดบังไปเรียบร้อยแล้ว

ตรงกันข้าม คนเป็นวีไอตัวจริง จะนิยมมองหา “มูลค่า” ที่ซุกซ่อนอยู่ ทั้งในเรื่องของการลงทุน ตลอดจนการใช้ชีวิต

เราจึงเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า วีไอบางคนรวยมาก มีพอร์ตหุ้นหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้าน แต่กลับทำตัวสมถะ ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สินค้าแบรนด์หรูๆ รถแพงๆ ไม่ได้ให้คุณค่ามากไปกว่าข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาสามัญ

อย่างไรก็ตาม การที่ผมบอกว่า “ในโลกนี้ไม่มีหุ้นวีไอ” ท่านอย่าสับสนกับเรื่องของ “หุ้นคุณค่า” หรือ “Value Stock” นะครับ!!

“หุ้นคุณค่า” หมายถึงหุ้นที่มี “มูลค่าสูง” เมื่อเทียบ “ราคา” ดังนั้น หุ้นตัวเดียวกัน ตอนที่ราคายังถูก มันอาจถือเป็น Value Stock แต่เมื่อราคาสูงขึ้นมากจนเกินมูลค่า คุณสมบัติความเป็น Value Stock ของมันก็ย่อมหมดไป

หุ้นค้าปลีกบางตัว พลพรรควีไอชอบกันมาก แต่ถึงวันนี้ PE กระฉูดขึ้นไปร่วม 40 เท่า ณ นาทีนี้ เราจึงไม่อาจนับมันเป็น Value Stock ได้อีกแล้ว

“หุ้นคุณค่า” จึงมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ว่าคนเป็นวีไอต้องซื้อหุ้นตัวโน้น ตัวนี้ หรือที่บางคนให้นิยามกันไปเองว่า “หุ้นวีไอ” อันนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ท่านที่อยากเป็นวีไอ ขอให้จำไว้นะครับ ความเป็นวีไอต้องเริ่มจาก “ข้างใน” จงฝึกคิดแบบ “เน้นมูลค่า” ฝึก “มองหาคุณค่า” ให้เป็นนิสัย

เมื่อ Mindset เป็นแบบวีไอแล้ว พฤติกรรมและกลยุทธ์จึงจะเปลี่ยนตาม ถึงตอนนั้น ท่านก็สามารถเป็นวีไอที่ประสบความสำเร็จได้ครับ

ViRism
ข่าวเรื่องกองทุน วายุภักษ์ จาก คุณเต๊อะ (ASP)
-------------------------------------------------

(หากมีข้อสงสัยอะไร อย่าถามพี่ตู่ พี่ไม่รู้รายละเอียดค่ะ)

คลังชี้ชะตาวายุภักษ์วันที่ 7 มิ.ย.นี้ ระบุมีทางเลือก 3 ทาง ตั้งกองทุนใหม่ ดึง “กบข.-ประกันสังคม” เสียบแทนกลุ่มแบงก์ ตั้งกองใหม่ คลังถือหุ้นใหญ่ 70% และปิดกองทุนวายุภักษ์โอนทรัพย์สินคืนคลัง ขณะที่คลังมองกลุ่มแบงก์เอาเปรียบเสือนอนกิน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เผยว่า วันที่ 7 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการแปรสภาพกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะประชุมพิจารณาทางเลือกการแปรสภาพ ซึ่งมีข้อเสนอจากที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามา 3-4 ทาง ได้แก่ 1.ตั้งกองทุนวายุภักษ์กองใหม่ โดยคลังถือหุ้นใหญ่ และมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนประกันสังคมเข้าถือร่วม 2.ตั้งกองทุนใหม่ โดยคลังถือ 70% ที่เหลืออีก 30% ประชาชนทั่วไปถือ 3.ปิดกองทุนวายุภักษ์ไปเลยไม่ต้องเปิดกองใหม่ โอนหุ้นคืนคลัง ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

สำหรับ แนวทางแรก ตั้งกองใหม่ แล้วให้กองทุนของรัฐเข้ามาถือแทนรายย่อย และสถาบันการเงินเดิม วิธีนี้คลังเห็นว่าที่ผ่านมาแบงก์พาณิชย์ถือหุ้นมากว่ารายย่อยได้ประโยชน์ จากการถือครองหน่วยลงทุนโดยไม่มีความเสี่ยง ขณะที่คลังต้องค้ำประกันทั้งเงินต้นและผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 3% ดังนั้นคลังจึงมองว่าน่าจะให้กองทุนของรัฐถือแทนจะดีกว่า

วิธีที่สอง เป็นแนวทางคล้ายๆ ของกองทุนเดิม แต่คลังจะถือหน่วยลงทุนในสัดส่วนที่สูงขึ้นกว่าเดิม วิธีนี้คลังจะต้องพิจารณาเรื่องของการการันตีผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 3-7% ซึ่งต้องเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรในปัจจุบัน

ส่วนวิธีสาม ไม่มีการตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมา เมื่อครบอายุกองทุนวายุภักษ์หนึ่งในเดือนพ.ย.ก็จะปิดกองทุนไปเลย โดยจะคืนเงินต้นให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งหมด ตามราคา NAV ณ เวลานั้น ซึ่งคลังมองว่าปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องตั้งกองทุนรวมขึ้นมาเนื่องจากมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินมากแล้ว

ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปภายในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ ก็คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีได้ต่อไป ซึ่งหากเลือกวิธีที่ 1 และ 2 ก็จะต้องรีบเสนอเนื่องจากต้องของคะแนนโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนตั้งกองทุนใหม่ แต่หากเลือกวิธีปิดกองทุนก็ไม่จำเป็นต้องรีบประชุม

ขณะที่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่เป็นสถา บันการเงิน ประกอบด้วย ธนาคาร กรุงไทยจำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 2,940,452,500 หน่วย หรือ 29.40 % 2.ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือ 1,068,856,600 หน่วย หรือ 10.69% 3.ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ถือ 539,970,000 หน่วย หรือ 5.40 % 4.ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) 250,000,000 หน่วย หรือ 2.50% และ 5.ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) 172,167,800 หน่วย หรือ 1.72 %

โดยแบงก์กรุงไทย รับเงินปันผลปีละประมาณ 1764 ล้านบาท 2.ธนาคารไทยพาณิชย์ รับปันผล 640ล้านบาท 3.ธนาคารนครหลวงไทย รับ 234 ล้านบาท 4.ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย รับปันผล 150 ล้านบาท และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยารับปันผล 104 ล้านบาท
ViRism
พ่อรวยสอนลูกว่า เงินมีสี่ด้าน มี ESBI หาดูกันได้
ด้านที่ 1 e ลูกจ้าง ทำงานรับเงินเดือน
ด้านที่ 2 s ธุรกิจส่วนตัว ทำธุรกิจบริหารของตัวเอง
ด้านที่ 3 b เป็นเจ้าของธุรกิจ จ้างคนเก่งๆเทพๆมาดูแลธุรกิจของเรา
ด้านที่ 4 i เป็นนักลงทุน ซื้อหุ้นซื้ออะไรหากินกับปันผล
แต่ละส่วนมีข้อดีข้อเสียต่างๆกันไป เป็นสิ่งที่นักเขียนนักพูด แกสอนไว้ว่าอยากรวยก็ทำตามพ่อรว
------------------------------------------------------------------------
ส่วน ยายจนสอนผม เรื่องเงิน 3 ด้าน
ด้านที่ 1 เงินประเภทที่หามาได้แถมคนจ่ายให้เรา อวยพรขอบคุณไหว้ด้วยความเต็มใจ เป็นเงินมงคล เป็นเงินที่หาได้มาแล้ว และเจริญ จ่ายให้ลูกให้หลานเอาไปเรียน(ลูกหลานตั้งใจเรียน แกว่างั้น 5555 )ตัวอย่างก็เช่น หมอ ครู เป็นต้น

ด้านที่ 2 เป็นเงินแบบกลางๆ ทำงานหรือขายของให้เขาเขารับไปจบกันพอใจทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการหาเงินที่ดี เพราะเราไม่ไปเบียดเบียนใครหามาได้รู้จักเก็บก็รวย แต่ถ้าเทียบกับข้อที่ 1 แบบแรกจะมีพรรคพวก มีคนรัก มากกว่าเรียกได้ว่าถ้าลูกบวช คนแบบข้อ 1 มีคนมางานเยอะแยะ

ด้านที่ 3 ด้านสุดท้าย หาเงินมาได้มีแต่คนด่าคนแช่งตามหลัง เขาเอาเงินให้เราแล้วแถมคำด่าแช่ง งานประเภทนี้ มักไม่ได้ ไดกูด(ตายดี) ยิ่งหาเงินได้เยอะ ความอัปมงคลจากคำด่าคำแช่ง ก็ยิ่งเยอะตาม อย่าไปถามหาความจริงใจจากคนที่รัก หมดวาสนาเมื่อไหร่ คนจ้องเหยียบเต็มไปหมด งานบวชไม่ต้องถามหาคนจะมาร่วม เอาเป็นว่างานศพ หาคนมาจูงขึ้นเผาให้ได้เถอะ

ตอนนี้ ที่ได้ข่าวล่าสุด พ่อรวยยื่นขอล้มละลายไปเมื่อปีก่อน ส่วนยายจน ลูกหลานเต็มบ้าน คอยดูแลปรนณิบัติ

ที่ต้องการชี้ให้เห็นไม่ใช่ว่าจะเปรียบเทียบว่าอันไหนดีอันไหนไม่ได้เรื่อง ทั้งสองอย่างมีข้อดีของตัวเอง แต่ในสิ่งที่เราคิดว่าเทพ มันก็พลาดได้นะ สำคัญเราอย่าลืมพื้นฐานรากเหง้าความเป็นเราแต่เดิมมา สเนห์ของคนไทยเรามีศาสนา ประเพณี ดีงาม ความกตัญญู ล้วนแต่สำคัญ ตั้งหน้าหาเงินแต่อย่าลืมเรื่องพวกนี้

วันหนึ่งมีเงินพันล้าน แต่ตายอยู่ในบ้านไม่มีคนรู้ จะพูดว่า "ไม่คุ้มเลยกู" วันนั้นก็อาจจะสายไปแล้ว ครับ
นักข่าว VI



GRAMMYบุกหนักธุรกิจใหม่

วางเป้าปี 58 รายได้พุ่ง2หมื่นล้าน-พลิกฟื้นมีกำไร
“แกรมมี่” เดินหน้าธุรกิจใหม่ เน้นแซทเทิลไลท์ทีวี ดิจิตอลทีวี แพลตฟอร์ม เพย์ทีวี วางเป้าปี 58 ดันรายได้แตะ 2 หมื่นล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไร พร้อมลุ้นจ่ายปันผล มองตลาดยังมีการเติบโต เชื่อดันกำไรมากกว่าเดิม 2-3 เท่าตัว

นา...ยไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY กล่าวว่า ปีนี้บริษัทน่าจะมีรายได้ประมาณ11,000-12,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน และใน 3 ปี ข้างหน้าคาดหวังว่ารายได้น่าจะเติบโตได้เท่าตัว ด้วยจำนวนเปอร์เซ็นต์ของมาร์จิ้นน่าจะสูงขึ้นเท่าตัว อย่างน้อยประมาณ 10-12% ต่อไปก็จะ 20-22% ซึ่งภายใน 3 ปี หรือประมาณปี 2558 น่าจะมีรายได้ 20,000 ล้านบาท และจะพลิกมาเป็นกำไร โดยในปี 2559 ก็น่าจะส่งผลให้มีการจ่ายเงินปันผลได้ ตามนโยบายจะจ่ายเงินปันผลในอัตรา 40% ของกำไรสุทธิ

“ปี 58 คาดหวังจะมีกำไร โดยไม่ขาดทุนแล้ว ก็จะจ่ายปันผล หลังจากการลงทุนได้ผ่านพ้นไป ประกอบกับขายหนังสือ 2 เครือ ทำให้มีเงินทุน แต่ปีนี้จะพยายามนำธุรกิจเดิมมาช่วยธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเน้นในแซทเทิลไลท์ทีวี และดิจิตอลทีวี สิ้น 2557 จะคุ้มทุน ในปี 58 กลับมามีกำไร โดยน่าจะมีมาร์จิ้นสูงขึ้น ซึ่งบริษัทจะมีกำไรประมาณ 1,000 ล้านบาท ถ้าการลงทุนหลักๆ จบ”

สำหรับบริษัทได้แบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ธุรกิจเดิมที่ทำมา 30 ปี คือ ธุรกิจเพลง ดิจิทัล สื่อ ภาพยนตร์ ธุรกิจจัดกิจกรรมทางการตลาด และเบิร์ดแลนด์ แอมิเนชั่น อย่างธุรกิจเพลง มีมาร์เก็ตแชร์ในท้องตลาดถึง 80% ส่วนธุรกิจอีเวนต์ ได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทอีเวนต์อันดับที่ 7 จากบริษัทชั้นนำของโลก ด้านธุรกิจภาพยนตร์ ล่าสุดเรื่อง "พี่มาก พระโขนง" ก็ฉลอง รายได้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจสื่อถือว่าสำคัญที่สุ

ส่วนธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม แบ่งเป็น แพลตฟอร์ม เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้คอนเทนต์ได้รับการดูแล ตอนนี้ขยายฐาน โดยขายกล่อง GMM Z ได้พอสมควร เพื่อขยายแพลตฟอร์ม ซึ่งรายได้ของกล่องไม่ใช่เป้าหมาย ส่วนธุรกิจเพย์ทีวี ในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มต้น มีอยู่กว่า 10% ทั้งที่จริงควรจะไปถึง 80-90% และการริเริ่มของเพลย์ทีวีเมืองไทยเริ่มในระดับไฮเอนด์ แต่บริษัทจะทำคือ เพย์ทีวีในราคาที่ถูก ประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง โดยร่วมกับบริษัท ซีเจ กรุ๊ป บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี ประมาณการว่า 4 ปีจะคุ้มทุน แต่ตอนนี้มั่นใจ 3 ปี อาจจะคุ้มทุน จากการได้ดำเนินไปเกือบปี จึงเหลือ 2 ปี น่าจะคุ้มทุนได้ จัดว่ามีโอกาสในการเติบโตสูง ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ และกำไรได้ดี

“คอนเทนต์เพย์ทีวี เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แม้ว่าจะต้องซื้อจากต่างประเทศบางส่วน เหมือนกับเพลงไทย คอนเทนต์ไทยน่าจะมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งกับคอนเทนต์ต่างประเทศ ทางบริษัทได้เริ่มเก็บเงินค่าบริการเพย์ทีวี ตั้งแต่เดือนมี.ค.-เม.ย. โดยมีฐานลูกค้าประมาณ 7-8 หมื่นราย เนื่องจากแคมเปญยังไม่ได้โฆษณา ซึ่งเราจะเริ่มโฆษณาเดือนหน้า ลูกค้าที่คำนวนรวมกับฟ็อกซ์ฯ น่าจะส่งผลให้มีฐานลูกค้า 5-6 แสนราย จากคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ขณะที่คู่แข่งในตลาด ก็มีเพียงทรู CTH และเคเบิลทีวีท้องถิ่น”

นอกจากนี้ บริษัทกำลังจะดำเนินการในส่วนของธุรกิจดิจิตอลทีวี 3 ช่อง โดยเอาคอนเทนต์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งน่าจะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทมากขึ้น โดยน่าจะทำกำไรได้ถึงระดับ 30% จึงได้เน้นหนักในเรื่องของธุรกิจใหม่เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับดิจิตอลทีวี เตรียมจะประมูลในช่วงปลายปีนี้ จำนวน3 ช่อง คือ ช่องเด็กที่ตอนนี้บริษัทมีหุ้นส่วนแล้ว โดยการถือหุ้น 50% ส่วนช่องคุณภาพสูง (HD) ทางบริษัทมีผู้ผลิตในเครือของบริษัท 7-8 ทีม และช่องวาไรตี้ซึ่งมีหุ้นส่วน 1 ราย โดยตั้งงบลงทุนไว้ 4,000 ล้านบาท

“ธุรกิจใหม่ซึ่งจะอยู่ในช่วงของการลงทุน โดยคอนเทนต์เป็นการสร้างฐาน ในปีนี้จึงยังจะมีการลงทุนที่เยอะ แต่พยายามที่จะหาวิธีสร้างฐานให้สำเร็จ โดยหากสร้างธุรกิจใหม่จากดิจิตอลทีวี แซทเทิลไลท์ทีวีได้ ก็จะมีความแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพทางธุรกิจ มีความมั่นคง และผลกำไรน่าจะดี มากกว่าเดิม 2-3 เท่าตัว ส่วนรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้ ซึ่งใน 3 ปีน่าจะมีกำไรจากแซทเทิลไลท์ทีวี GMM Z และดิจิตอล ทีวี เรามีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของทีวีเจ้าของช่อง เราคือบริษัทเดียวที่มีครบถ้วนทุกอย่าง”ดูเพิ่มเติม

ViRism

ในช่วงเวลา 30 วัน ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นและอีกครึ่งหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเคยไปประเทศญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง การเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองครั้งนี้ จึงเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่เที่ยวชมเมืองขนาดเล็ก และเมืองรอง ก่อนที่จะมาแวะเที่ยวเมืองใหญ่อย่างเมืองโอซาก้าก่อนเดินทางกลับ

         นอก จากได้รับความสนุกสนานในการเที่ยวชมสถานที่สวยงามและรับประทานอาหารอร่อยที่ ญี่ปุ่นแล้ว ครั้งนี้มีความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะเรื่อง อำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้ง นี้เพราะเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าและเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นนั่นเอง ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยมีค่าครองชีพแพงกว่าไทยมากและต้องคิดอย่างรอบคอบยาม ต้องใช้จ่ายหรือซื้อสินค้า แต่ความรู้สึกดังกล่าวเปลี่ยนไปมาก เพราะสินค้าและอาหารที่คุณภาพใกล้เคียงกันนั้นได้ลดช่องว่างความห่างด้าน ราคาลง ทั้งนี้นอกจากเรื่องค่าเงินแล้ว อาจเป็นเพราะค่าครองชีพและเงินเฟ้อของไทยปรับตัวสูงขึ้นมากตลอดหลายปีที่ ผ่านมา การช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นที่เคยเป็นเรื่อง ผิดที่ผิดเวลาจึงกลายเป็นเรื่องที่ เป็นไปได้สำหรับนักช้อปไทยในปัจจุบัน

       ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นและสภาพบ้านเมืองในหลายเมืองเล็กนั้นค่อนข้างเรียบ ง่าย สงบ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา แม้ยังพบเห็นสิ่งบ่งบอกว่าเคยเป็นย่านพลุกพล่านในอดีต คนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนขึ้นไป สนับสนุนข้อเท็จจริงของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ Aging Population) ส่วน ย่านชุมชนเมืองรอง ย่านธุรกิจและเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ยังหนาแน่นเต็มไปด้วยคนวัยทำงาน หนุ่มสาว วัยรุ่น และนักเรียนตามแนวโน้มใหญ่ของสังคมคนเมือง Urbanization) เช่นกัน ประเทศไทยนั้นมีส่วนคล้ายกับญี่ปุ่นอยู่ในหลายมิติ ความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับเราในอนาคตอีก 10-30 ปีก็เป็นได้

         ส่วน การใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปและสัมผัสได้ถึงบ้านเมืองและผู้คนที่มีชีวิต ชีวามากกว่า ผมขอเรียกสิ่งที่สังเกตเห็นว่า สัญญาณแห่งความรุ่งเรืองอาทิเช่น สนามบินทั้ง ภายในและต่างประเทศที่แน่นขนัด เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยแม้เป็นช่วงก่อนและหลังวันหยุดสงกรานต์พอ สมควร เรายังสังเกตอย่างง่ายได้จาก ความยากในการจองตั๋วเครื่องบิน เงินต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนขาดแคลน พบนักท่องเที่ยวไทยในต่างแดนและต่างจังหวัดจำนวนมาก หรือการอัพเดทรูปที่ตนท่องเที่ยวในโซเชียลมีเดีย นี่คือสัญญาณที่บอกถึงอำนาจซื้อของคนไทยที่มากขึ้น

          ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ มีผู้ใช้บริการจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ที่จอดรถแน่นขนัด ใช้เวลาหาที่จอดนานมากขึ้น การรอคิวยาวเพื่อใช้บริการร้านอาหาร คิวเพื่อชมภาพยนตร์รอบถัดไป แม้อาจเป็นเพราะต้องการหลบอากาศร้อน แต่คนส่วนใหญ่มักต้องจับจ่ายและใช้เงินเมื่อเข้าไปใช้บริการเช่นกัน นี่คือสัญญาณอีกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยพร้อมที่จะจับจ่ายเพิ่มขึ้นแม้ ราคาสินค้าและค่าบริการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

       สภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ แม้ มีการปรับราคาขายขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะต้นทุนราคาที่ดิน วัสดุก่อสร้าง ค่าแรงและค่าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เกือบทุกโครงการมียอดจองสูงมากแม้ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้าง ทำให้เกิดคำถามถึงความต้องการที่แท้จริงและความกังวลต่อภาวะฟองสบู่ อสังหาริมทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอดการจองซื้อที่สูงมากนั้นคือสัญญาณที่ผู้ซื้อมั่นใจต่อศักยภาพของตน นอกจากนี้ ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นมากส่งผลต่อ ปัญหาจราจร ที่จอดรถ การเติมน้ำมัน แม้มีการทิ้งเงินจองจากนโยบายรถคันแรกบ้าง แต่ผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ก็พร้อมที่รับภาระเพื่อแลกกับความสะดวกสบายที่เพิ่ม ขึ้น

        ข่าวธุรกิจและการลงทุนโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ การเข้าซื้อกิจการทั้งในและต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจไทย การขยายตัวของเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไปยังต่างจังหวัด การขยายสาขาอย่างรวดเร็วของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ล้วนเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมากในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงาน กำลังซื้อ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนศักยภาพในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย

          นั่นคือข้อสังเกตส่วนหนึ่งที่พบเห็น หน้าที่ของเราคนไทยทุกคนคือ ต้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในชาติต่อไป

... more

Rutthawit May 16 · Rate: 5 · Comments: 1 · Tags: คลังความรู้
ViRism
7 Mega trand ที่จะเป็นเทรนที่จะเติบโตในอนาคต

Mega Trend 1 : 3G

- เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G
- ขายสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต
- mobile banking
- ค้าปลีก e-Commerce
- เว็บธุรกรรมออนไลน์
- โซเชียลมีเดีย & เกมออนไลน์
หุ้นที่เกี่ยวข้อง ADVANC, DTAC, TRUE, JMART


Mega Trend 2 : TV Digital

- เจ้าของสถานีโทรทัศน์
- ผลิตรายการ
- โฆษณาทางทีวี
- ติดตั้งอุปกรณ์การออกอากาศ/รับสัญญาณทีวีดิจิตอล
หุ้นที่เกี่ยวข้อง GRAMMY, RS, WORK INTUCH, SAMART ข้อพิจารณาสำหรับกลุ่มนี้
- ทีวีดิจิตอลต้นทุนสูงกว่าทีวีดาวเทียม (หลักพันล้าน .vs. หลักร้อยล้าน)
- ค่าโฆษณาทีวีดาวเทียมต่ำกว่าฟรีทีวี แต่ต้นทุนการผลิตรายการเท่ากัน
- จำนวนช่องมาก >> เม็ดเงินโฆษณากระจายตัวไปตามแต่ละช่อง
- จำนวนช่องมาก >> content สำคัญ
- วัดเรตติ้งได้แม่นยำขึ้น


Mega Trend 3 : AEC

- ท่องเที่ยว
- ก่อสร้าง
- บริการขนส่งสินค้า & คน
- การบิน
- อสังหาฯ
หุ้นที่เกี่ยวข้อง SCC, SCCC, ERW, CENTEL, MINT
- การก่อสร้างระบบขนส่ง & เส้นทางคมนาคม
- แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน >> hit labor intensive industries
- ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูก
- การท่องเที่ยวบูม (หนึ่งวีซ่าสิบประเทศ)


Mega Trend 4 : สังคมผู้สูงอายุ

- โรงพยาบาลรายใหญ่
- ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต
- ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ-อาหารเสริม
- ก่อสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ
- สถานพยาบาล&บ้านพักคนชรา
หุ้นที่เกี่ยวข้อง BGH, BH, BCH
- ความต้องการสถานพยาบาล&บุคลากรจะเพิ่มขึ้นมากจนขาดแคลนได้


Mega Trend 5 : สังคมเมือง

- ค้าปลีก
- ก่อสร้าง
- ขนส่ง
- อสังหา
หุ้นที่เกี่ยวข้อง ROBINS, CPN, BIGC, CPALL, MAKRO, HMPRO, ITD, CK, STECON, PS, LH, SPALI, LPN, SCC, SCCC
- ค้าปลีกขยายไปตามหัวเมืองชั้นหนึ่ง/ชั้นสอง
- การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมหัวเมืองต่างๆ


Mega Trend 6 : Gen Y

- สินค้า/บริการที่อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
- ขายสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต
- เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G
- เครื่องสำอาง/เสริมความงาม
- สุขภาพ เช่น ลดความอ้วน อาหารเสริม
หุ้นที่เกี่ยวข้อง ADVANC, DTAC, TRUE, JMART, KAMART, BEAUTY, CPF,BIGC, CPALL, MAKRO, HMPRO, GLOBAL

 

Mega Trend 7 : ภาวะโลกร้อน

- ประกันภัย ประกันชีวิต
- พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- อสังหาบนพื้นที่ที่อยู่พ้นน้ำ
- ก่อสร้าง
- น้ำสะอาด
- อาหาร

อ้างอิงจากหนังสือ รวยหุ้นกับ 7 เมกะเทรนด์ ของดร. วีรพงษ์ ที่จริงแล้วมีหลายๆ แนวคิดที่บอกเรื่องราวของ New Mega Trends แนว โน้มใหญ่ในโลกใหม่ ไว้วันหลังจะนำเสนอมาให้อ่านครับ ผมว่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่จะทำให้ท่านคัดกรองหุ้นให้ได้ตามกระแสของโลกที่ เปลี่ยนแปลงไป

sHeetoEy May 13
ViRism
ในการทดลองหนึ่งที่ให้กลุ่มตัวอย่างแย่งกันประมูลไวน์ขวดหนึ่ง ในใบเขียนราคา ให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเลขสองหลักสุดท้ายของหมายเลขบัตรประกันสังคมของตัวเองก่อน จากนั้นจึงค่อยกรอกราคาที่ต้องการซื้อไวน์ขวดนั้น ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายอยู่ระหว่าง 50-99 จะเสนอราคาสูงกว่ากลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายระหว่าง 00-49 อย่างน้อย 60% โดยเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาด เพราะเลขบัตรประกันสังคมไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการตีราคาไวน์ของแต่ละคน

การทดลองนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่งในการตัดสินใจของมนุษย์ที่เรียกว่า Anchoring เวลาที่เราต้องตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่งที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ไวน์ เป็นต้น สมองของเราจะพยายามหาอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นจุดอ้างอิง (Anchor) เพื่อช่วยให้ตอบคำถามนั้นให้ได้ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจเกี่ยวข้องอยู่บ้างหรือไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ 

ผมว่า Anchoring เป็นปรากฏการณ์ที่มีผลอย่างมากต่อความคิดของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน อันที่จริง การตีมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์อย่างธุรกิจหรือหุ้นนั้นยากยิ่งกว่าอสังหาริมทรัพย์เสียอีก นักลงทุนจึงยิ่งต้องหา Anchor ในการอ้างอิง และผมสังเกตว่า Anchor ส่วนใหญ่ของนักลงทุนก็คือ "ราคาหุ้นในช่วงล่าสุดที่ผ่านมา" นั่นเอง

หุ้นตัวหนึ่งที่ราคาแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่แคบมาก เช่น 10.0-10.3 บาท มาเป็นเวลานานเช่นหกเดือน ถ้าวันหนึ่งมันมีราคากระชากขึ้นไป 11 บาททันทีในวันเดียว ปฏิกิริยาแรกของเราก็คือ เราจะไม่กล้าซื้อที่ราคา 11 บาท เพราะเราจะรู้สึกว่ามันแพง (เคยซื้อกันได้ที่ 10 บาท จะซื้อที่ 11 บาททำไมกัน) ความที่เราไม่มองไม่ออกว่ามูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจควรเป็นเท่าไร เราจึงใช้ราคาปัจจุบันเป็นจุดอ้างอิงโดยไม่รู้ตัว 

หลังจากวันนั้นถ้าราคายังไม่หยุดทะยานต่อ 12 13 14 15 16 อย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ ตอนนี้ไม่เพียงแต่เราเองจะไม่กล้าซื้อแต่เราจะเริ่มรู้สึกโกรธตลาดหุ้นด้วย เราจะคิดในใจว่า ทำไมในตลาดหุ้นถึงได้มีแต่คนที่ชอบเก็งกำไรเต็มไปหมด ซื้อกันเข้าไปได้ยังไงที่ราคา 16 บาท ฟองสบู่แล้ว แล้วหลังจากนั้นหุ้นตัวนั้นก็ทะยานขึ้นต่อไปอีกเป็น 25 บาท (ซึ่งคุณก็ไม่ซื้ออยู่ดี)

แต่หลังจากนั้นสักพัก ถ้าหุ้นตัวนั้นสามารถยืนอยู่แถว 25 บาทได้ เช่น แกว่งอยู่ระหว่าง 24-26 บาทเป็นเวลานานมากเช่น 6 เดือน จนความฮือฮาเริ่มหายไปกลายเป็นความเคยชินเข้ามาแทนที่ ตอนนี้เราจะค่อยๆ ลืมความเห็นของตัวเองที่เคยคิดว่า หุ้นตัวนั้นแพงมากที่ราคา 11 บาท แต่อาจเปลี่ยนมาบอกตัวเองว่า แหม ถ้าหุ้นตัวนี้ลงมาเหลือสัก 20 หรือ 21 บาทได้ในเร็วๆ นี้ เราจะขอช้อนซื้อซะหน่อย นั่นก็เป็นเพราะว่า เมื่อเวลาผ่านไป ได้สักพักหนึ่ง คุณได้ปรับ Anchor ของคุณใหม่แล้ว จาก 11 บาท กลายเป็น 25 บาทนั่นเอง คุณจึงรู้สึกว่าราคาที่ 20 บาทเป็นราคาที่ไม่แพง

บ่อยครั้งเมื่อดัชนีตกแรงๆ ในวันเดียวเช่น 5% คนจำนวนมากจะเกิดความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากเสมอ แม้ว่าดัชนีในตอนนั้นจะสูงมากแค่ไหนก็ตาม แม้แต่ 1700 จุด ถ้าตกวันเดียวเหลือแค่ 1600 จุด ความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากจะเกิดขึ้นทันที ตามเว็บบอร์ดหุ้นต่างๆ จะมีคนออกมาโพสต์ว่าโอ้โหหุ้นถูกมากๆๆๆๆ แล้วกรูเข้าไปเก็บกันใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เวลาที่ตลาดหุ้นจะตกลง 30% นั้น มันจะเริ่มต้นจากการตก 5% ก่อนเสมอ ถ้าเราชอบรู้สึกว่าหุ้นถูกทุกครั้งที่หุ้นตก 5% ในวันเดียว เราจะกลายเป็นคนหนึ่งในคนที่ขาดทุนหนักเสมอในการ Crash ทุกครั้ง ในทางตรงกันข้าม ถ้า SET อยู่ที่ 200 จุด แล้วกลายเป็น 250 จุดในเวลาแค่สองวัน ความรู้สึกว่าหุ้นแพงมากก็จะมาทันทีด้วย (อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่า จริงๆ แล้ว SET ในเวลานั้นๆ ควรมีราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร เพราะไม่ว่าจะเป็นเท่าไร ความรู้สึกนี้ก็จะเกิดขึ้นเสมอ) สมัยก่อนนี้ หุ้น ITV ซึ่งลงมาเรื่อยๆ จาก 30 บาทเหลือแค่ไม่กี่สตางค์นั้น ตลอดทางที่มันลงมา 30>25>16>10>6>2>0.5 จน worthless ในที่สุดนั้น วันที่มันตกแรงๆ มากเป็นพิเศษทุกวันจะมีคนออกมาพูดว่า มันถูกมากๆ ไม่ว่าวันนั้นจะอยู่ที่ราคาเท่าไรก็ตาม

คนที่เล่นหุ้นโดยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหามูลค่าหุ้นที่เหมาะสมก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดจากอิทธิพลของ Anchoring เสมอไป Anchoring คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เวลาเราวัดมูลค่าหุ้นเสร็จแล้ว หากพบว่าค่าที่ได้ต่างจากราคาหุ้นในปัจจุบันอย่างมากมาย เราจะเกิดความไม่แน่ใจ และกลับไปแก้ไขสมมติฐานต่างๆ ใหม่ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเราคิดผิดรึเปล่า คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ไม่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็ได้ เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อใดที่เขาเจอหุ้นที่วัดมูลค่าได้ต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ เขาก็ไม่กล้าซื้ออยู่ดีเพราะไม่กล้าเชื่อการวิเคราะห์ของตัวเอง 

ในตลาดมีหุ้นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทุกวันนี้มันมีราคาสูงกว่าตอน IPO เมื่อหลายสิบปีก่อนหลายๆ เท่าตัว และไม่เคยลดลงไปเท่ากับ IPO เลย แม้ตลาดหุ้นจะตกแรงแค่ไหน นั่นแสดงว่า บริษัทที่มีธุรกิจที่ดีมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง ในระยะยาวราคาหุ้นก็สามารถขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วทำไมเราจึงคิดว่า หุ้นแพงเกินไปเสมอเมื่อหุ้นนั้นมีราคาต่างจากที่มันเคยเป็น ที่จริงแล้วราคาหุ้นมันก็เคลื่อนไหวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ตามปัจจัยใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบมัน มันไม่เคยสนใจหรือจำได้หรอกว่ามันเคยอยู่ที่ราคาเท่าไรมาก่อน เราเองต่างหากที่ไปคิดว่าราคาหุ้นที่มีเหตุผลจะต้องเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับค่าเดิมเท่านั้น

คนที่ลงทุนด้วยวิธีปัจจัยพื้นฐานควรสังเกตตัวเองดูว่า เราติดกับ Anchoring อยู่รึเปล่า ราคาตลาดในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อความคิดเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของเราหรือไม่ บางคนมักรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าหุ้นแทบทุกตัวในตลาดตอนนี้ ถูกลงได้อีกสัก 10% จะน่าซื้อทั้งนั้น แล้วพอดัชนีขยับขึ้นไปอีก 10% ก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า หุ้นทุกตัวแพงไป 10% อีก ถ้าตกลงมาอีก 10% ค่อยซื้อ แบบนี้ไปเรื่อยๆ เช่นนี้น่าสงสัยได้เลยว่า คุณกำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Anchoring อยู่ 

คนที่เป็นอิสระจาก Anchoring ได้ ณ เวลาหนึ่งๆ ต้องมองเห็นหุ้นแต่ละตัวถูกหรือแพงไม่เหมือนกัน เช่น เขาอาจมองว่าหุ้น ABC ต่อให้ลงมาอีก 80% ก็ยังแพงอยู่ ส่วนหุ้น DEF ถ้าลงมาอีกแค่ 10% ก็ซื้อได้แล้ว ในขณะที่หุ้น GHI ต่อให้แพงกว่านี้อีก 30% ก็ยังซื้อได้ เป็นต้น เพราะนั่นแสดงว่า ความเห็นของเขาเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแต่ละตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาตลาดในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย

สุมาอี้
EmiJu May 12 · Rate: 5 · Comments: 1
ViRism
วันสองวันที่ผ่านมา เราเห็นตามสื่อกันแล้วว่า แบงก์ชาติ หรือ ธปท. ได้เตรียมนำเสนอมาตรการเพื่อใช้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติในช่วง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่โดนกดดันจากกระทรวงการคลังมาซักระยะ ทั้งนี้ 4 มาตรการดังกล่าว ประกอบไปด้วย

มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง
มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน
มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร
มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้

แต่ละมาตรการ ตัวผมมีมุมมองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็ตามนี้นะครับ

- มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง
ข้อเสีย
วิธีการนี้ จะเหมือนกับ Capital Control 30% สมัย ดร.ธาริสา ตอน 18 ธันวา ปี 49 ซึ่งตอนนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ นลท.ต่างชาติ

ข้อดี
การกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ไม่ให้ต่างชาติถือระยะสั้นเกินไป น่าจะขจัดการเก็งกำไร พวกเงิน Hot Money ได้ระดับหนึ่ง
แต่ มาตรการ QE ทั่วโลก ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ จะยังมีไปเรื่อยๆ คาดว่า ต่างชาติจะไม่นำเงินออกในระยะเวลาใกล้ๆนี้อยุ่แล้ว

- มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน
ข้อเสีย
จากข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี แสดงให้เห็นว่า มีสัดส่วนเพียงแค่ 15-20% ของการเข้ามาลงทุนทั้งหมด (ข้อมูลจาก Thaibma.or.th) ดังนั้น ผลต่อการทำให้เงินบาทหยุดแข็งค่า อาจไม่ชัดเจน
ข้อดี
เป็นมาตรการที่ถือว่าเบา และมีผลกระทบต่อภาคอื่นของตลาดทุนในวงจำกัด แบงค์ชาติสามารถเริ่มใช้มาตรการนี้ก่อน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทอีกที

- มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร
ข้อเสีย
ถ้าการที่บาทแข็ง ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้ามาลงทุนจริงใน Real Sector จะมีผลต่อภาคเอกชน และการลงทุนในระยะยาวให้ต่างชาติชะลอการลงทุนเช่นกัน ไม่เป็นผลดีต่อเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวแน่นอน
ข้อดี
จะทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนต่างของค่าเงินเข้ามา เกี่ยวข้องมาก และนักลงทุนก็จะมาลงทุนด้วยดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนที่สูงกว่าประเทศอื่นจริงๆ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน จะเป็นไปตามกลไกตลาดจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร (บนพื้นฐานที่ว่า เงินที่เข้ามาในช่วงนี้ มีการเก้งกำไรจริงๆนะ)
- มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้
ข้อเสีย
การเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เขาย่อมคำนึงถึงกำไรในสองขา คือ ค่าเงิน และผลตอบแทนจากตราสารหนี้ เมื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้เป็น 0 ก็จะลดความน่าสนใจในการลงทุนทันที
หากไม่ระบุระยะเวลาที่ต้องป้องกันค่าเงินลงไป จะยิ่งทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน
ข้อดี
ยังมองไม่เห็นครับ เพราะต่างชาติก็จะไปมองว่า ประเทศไหนที่เขาไปลงทุน แล้วได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่ง คือ ค่าเงิน และ Capital Gain จากตราสารหนี้ เขาก็เลือกไปลงทุนที่นั้น และดีไม่ดี ขนเงินที่มาลงทุนอยู่ออกไปด้วย กลายเป็นซวยเหมือน Capital Control หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ

จากทั้ง 4 มาตรการ หากสังเกตุ จะเห็นว่า แบงก์ชาติพุ่งการดูแลค่าเงินบาทไปที่ “ตลาดตราสารหนี้” เพียงแห่งเดียว นั้นเป็นเพราะ เงินมันไหลเข้าตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่นั้นเองนะครับ ซึ่งสิ่งที่น่าจะเห็นตามมามาตรการเหล่านี้ (ถ้าประกาศใช้จริง) ก็คือ เงินไหลมาตลาดทุนแทนหรือเปล่า? เพราะไม่ได้มีกฏหรือข้อบังคับใดๆมาห้ามปรามเลย

แต่ผ่านเดือน พ.ค. ไปไม่กี่วันทำการ เราก็เห็น Action จากต่างประเทศที่ยิ่งกดดันแบงค์ชาติหนักขึ้นไปอีก

2 พ.ค. ECB ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.50% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์

3 พ.ค. อินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เหลือ 7.25% ถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ เหตุผล การเติบโตชะลอตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง

7 พ.ค. ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ให้เหตุผล ต้องการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแรงกัดดันจากเงินเฟ้อก็ลดลง

9 พ.ค. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.5% เหตุผลคือ ค่าเงินวอนแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ทำให้เกาหลีใต้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับญี่ปุ่นไปบางส่วน
แต่การลดดอกเบี้ย ก็มาพร้อมกับ แผนอัดฉีดเงินด้วยวงเงินประมาณ $15 Billion เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการจ้างงานใน SME

ธนาคารกลางหลายๆแห่ง พร้อมใจกันลดดอกเบี้ยแบบนี้ เป็นข้ออ้างชั้นดีให้แก่กระทรวงการคลังเลยครับ จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้สนุกดี ตามไปดูกันต่อ ไม่เกินเดือน พ.ค. นี้ เราจะรู้กันว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร

ViRism
ราคาถูก VS. คุณภาพดี

ในช่วงที่หาของถูกในตลาดแทบไม่เจอ (เพราะดัชนีมันวิ่งมาจ่อตรง 1,600 จุด แบบนี้ ตัวไหนที่ยังไม่วิ่ง ก็แปลว่ามันคงไม่วิ่งแล้วละครับ) นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน และเลือกสายอาชีพแล้วว่าอยากจะเป็น VI ก็คงอยู่ในช่วงที่ยากลำบากซักหน่อย

ในขณะที่นักลงทุนสายเทคนิค ก็นั่งดูกราฟ ทะลุแนวต้านซื้อเพิ่ม หลุดแนวรับก็ขายทิ้ง ดูจะเป็นสายอาชีพที่เหมาะกับตลาดช่วงที่หาของถูกแทบไม่เจอแบบนี้จริงๆ

สำหรับสาย VI ปัญหาอีกอย่าง ไม่ใช่เรื่องภาวะตลาดที่หาของเข้าพอร์ตยากเพียงอย่างเดียว แต่อีกเรื่องก็คือ ในบางจังหวะ VI ดันไปพบกับ หุ้นราคาแสนถูก แต่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจที่อนาคตสดใสมากมายอะไร ซึ่งนั้นทำให้เราต้องตัดสินใจชั่งน้ำหนักระหว่าง "ราคา" กับ "คุณภาพ"

คำถามนี้ ผมได้ยินมาค่อนข้างบ่อย ตอบทั้งหลังไมค์ และแบบปากเปล่าไปก็ไม่น้อย วันนี้ขอให้ความเห็นผ่านสื่อแบบง่ายๆนะครับ

ถ้าคุณคิดจะเดินสาย VI จริง คุณภาพของริษัท เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณา ไม่ใช่ด้านราคาอย่างที่คุณลังเลแต่อย่างใด

สาเหตุเพราะ เราจะมั่นใจในบริษัทที่ยอดเยี่ยมนั้น และถือได้ทนกว่าปกติ ไม่เหมือนกับ หุ้นที่คุณซื้อมาเพราะราคาถูก แต่คุณภาพไม่ได้มาตรฐานในใจ ซึ่งก็ทำให้ตัวเราไม่มั่นใจว่าจะถือมันต่อไปได้นานแค่ไหน หรือถึงแม้กำไร นิดๆหน่อย คุณก็ยอมขายไปอยู่ดี ไม่ได้ประโยชน์จากการถือยาว เพื่อสะสมพลังตามทฏษฏีดอกเบี้ยทบต้นแต่อย่างใด

จริงๆ หลักการนี้ปู่บัฟเฟตก็เคยเขียนไว้ใน จม.ถึงผู้ถือหุ้นของเบิร์กชายด์ในปี 1989 นะครับ

“It’s far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.” - Warren Buffett

ทีนี้ รู้รึยัง ว่าถ้าจะเป็น VI เราควรให้ความสำคัญอะไร ระหว่าง ราคาถูก กับ คุณภาพดี :)

ปล. ประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กไชร์ปี 2013 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการขายของที่ระลึกเป็น iPhone Case และ UBS Port รูปการ์ตูนตัวปู่แกด้วยนะ ขายตรงนั้นไม่ถึง 500 บาท แต่ถ้ามาเมืองไทย รับรองได้เลยว่า บวกไปอีกไม่ต่ำกว่า 100% หุหุ อันนี้ไม่รู้ละ ว่าวิ่งเพราะ ราคาถูก หรือคุณภาพดี ^^
sHeetoEy May 7 · Rate: 5 · Comments: 2
ViRism

ช่วงสงกรานต์ผมได้ไปท่องเที่ยวสาธารณรัฐเชคโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุง ปร้ากที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ  และเช่นเคย  นอกจากความบันเทิงหย่อนใจแล้ว  ผมก็มักจะ “วิเคราะห์”  ถึงประวัติศาสตร์  ความเป็นไป  สถานะปัจจุบัน  และคิดไปถึงอนาคตว่าประเทศหรือดินแดนที่ผมกำลังเดินอยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ต่อไป      แต่มันคงไม่มีความหมายมากนักหากผมจะไม่โยงมาว่าข้อมูลที่ผมได้จากการ ศึกษาเมืองปร้ากนั้นมันมีความหมายอะไรกับเมืองไทย  ลองมาดูกัน


          ข้อแรกที่ผมเห็นก็คือ  กรุงปร้ากนั้นดูเหมือนจะยังเป็นเมือง  “โบราณ”  เพราะอาคารบ้านเรือนและร้านค้าต่าง ๆ  นั้นส่วนใหญ่มากเป็นตึกเก่าที่อาจจะสร้างมาแล้วหลายร้อยปี  หรือบางแห่งอาจจะเป็นพันปี  ตึกเหล่านี้มีความสวยงามเต็มไปด้วยศิลปะแต่ที่สำคัญยังใช้งานอยู่ใน ปัจจุบัน  และก็แน่นอนว่าทุกอย่างภายในอาคารนั้นมีการปรับปรุงและใส่เครื่องมือและ อุปกรณ์ของโลกสมัยใหม่ที่ทำให้มันทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการอยู่อาศัยและ ทำงานในโลกสมัยใหม่  ข้อนี้ถ้าจะพูดไปก็มีความละม้ายคล้ายกับเมืองหลวงของหลายประเทศในยุโรปที่มี การอนุรักษ์อาคารและของเก่า ๆ  ไว้   ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญก็คือ  ทำให้เมืองสวยและน่าท่องเที่ยว  ความแตกต่างของกรุงปร้ากเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ  ในยุโรปก็คือ  ปร้ากนั้นแทบไม่มีตึกสูงเลย  และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็ไม่แออัด นี่ทำให้ปร้ากนั้นเป็นเมือง “สบาย ๆ”  ที่ดูผ่อนคลาย   เมืองอาจจะไม่มีอะไรที่  “ยิ่งใหญ่” ระดับโลก  แต่มันก็มีทุกอย่างครบ  ไล่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของโบฮีเมียนไปจนถึงการแสดงละครเวทีและโอ เปร่าชั้นนำไปถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่มากมายและสถานที่ช็อปปิงของที่ระลึกที่ สวยงามน่าสนใจ  และนี่ทำให้การท่องเที่ยวน่าจะเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของเชค


            สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอย่างหนึ่งเมื่อเดินตามสถานที่ท่องเที่ยวของปร้ากก็คือ  ร้านนวดแบบไทยซึ่งเสนอการนวดทุกประเภทเช่น  นวดแผนโบราณ  นวดน้ำมันหรือนวดฝ่าเท้า  โดยพนักงานที่ผมดูแล้วก็น่าจะเป็นคนไทยที่เดินทางไปจากเมืองไทยเป็นส่วน ใหญ่  ราคาค่านวดนั้นถ้าใช้มาตรฐานของฝรั่งแล้วก็ถือว่าไม่แพง  ราคาเริ่มต้นอาจจะ 300-400 บาทไทย ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก  เพียงแต่เวลาอาจจะสั้นกว่า  สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งนั้นไม่ใช่ว่าเจอร้านนวดไทย  แต่ผมทึ่งเพราะมันมีค่อนข้างมากและเห็นทั่วไปหมด  ผมคิดว่าร้านนวดนั้นน่าจะเป็นเป็นธุรกิจที่ดีมากในเมืองท่องเที่ยวในแถบ ประเทศยุโรปที่มีอากาศหนาวเย็นที่คนเดินเที่ยวกันมากและจะรู้สึกเมื่อยอยาก พักนวด  การที่มีร้านนวดแบบไทยที่นักท่องเที่ยว  “ทั่วโลก”  เห็นและคุ้นเคยนั้น  ผมคิดว่าเป็น  “ทรัพย์สิน” ที่ประเทศไทยควรใช้ให้เป็นประโยชน์  ผมมองไปว่าธุรกิจการนวดนั้นเราน่าจะทำให้มันเป็น  “ธุรกิจใหญ่”  ที่ไทยสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพในประเทศและสามารถส่งออกได้ทั่วโลกตาม เมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ    ผมเองยัง “ฝัน”ว่าน่าจะมีบริษัทที่มุ่งมั่นทำร้านนวดไทยให้เติบโตและสามารถนำเข้ามาจด ทะเบียนในตลาดหุ้นที่ผมจะซื้อหุ้นลงทุนได้ด้วย


            ข้อสังเกตเรื่องที่สองที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งก็คือ  ผมได้มีโอกาสใช้บริการคนขับรถของสถานทูตไทยในกรุงปร้าก  เขาเป็นคนหนุ่มอายุน่าจะซัก 30 เศษ ๆ ที่หน้าตาดีและการศึกษาก็น่าจะดีด้วย  ผมไม่รู้ว่ารายได้เขาเป็นอย่างไร  แต่ก็คงเดือนละหลายหมื่นบาทตามอัตราค่าแรงของคนขับรถในประเทศที่ “เจริญแล้ว” อย่างเชค  ผมทึ่งเพราะเขาสามารถพูดได้หลายภาษาซึ่งแน่นอนรวมถึงภาษาอังกฤษที่พูดได้ คล่องแคล่ว  สามารถอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  ที่จำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยวหรืองานอื่น ๆ  ที่ “นาย” จะใช้  เช่น  จองตั๋วดูคอนเสิร์ต  แนะนำและพาไปแหล่งท่องเที่ยวหรือร้านอาหารที่น่าสนใจได้  ว่าที่จริงเขาคงทำได้อีกหลาย ๆ อย่างรวมถึงการ “รับแขก”  การแต่งตัวของเขานั้นดูดีเท่า ๆ  กับหรือดีกว่าเราที่เป็นแขกซะอีก   เมื่อได้คุยกันเขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยมากและมาพักผ่อนที่ประเทศไทยทุกปี ปีละครั้งโดยการเก็บเงินจากรายได้พิเศษเช่นค่าโอทีจากการขับรถ เป็นต้น   และนี่คือสิ่งที่ผม “ทึ่ง” ที่ว่าพนักงานขับรถของสถานทูตไทยในเชคนั้น  สามารถเที่ยวเมืองไทยได้ทุกปี  แต่พนักงานขับรถสถานทูตเชคในไทยนั้น  ผมเชื่อว่าไม่สามารถไปเที่ยวเชคได้  อย่าว่าแต่ทุกปีเลย


            ประเด็นก็คือ  ถ้าเราเชื่อว่างานอย่างเดียวกันน่าจะมีคุณค่าเท่ากันหรือใกล้เคียงกันไม่ว่า จะอยู่ในประเทศไหน  พนักงานขับรถไทยก็น่าจะสามารถไปเที่ยวต่างประเทศไกล ๆ ได้ซักปีละครั้งตามพนักงานขับรถเชค  แต่นี่ไม่ใช่  ดังนั้น  อาจจะแปลว่า  คนขับรถเชคมีหรือได้รับคุณค่าสูงเกินไป  หรือถ้าจะพูดแบบนักลงทุนก็เรียกว่า  Over Valued  หรือไม่ก็คนขับรถไทยได้รับคุณค่าหรือเงินรายได้น้อยเกินไป  หรือถ้าพูดแบบหุ้นก็คือ  Under Valued  แต่ก็อาจจะมีคนเถียงว่า  “คุณภาพ”  ของคนขับรถเชคนั้นสูงกว่าคนขับรถไทยมากเนื่องจากเหตุผลข้างต้นที่บอกว่าคน ขับรถเชคนั้นสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้เหนือกว่าคนขับรถไทยมาก  ดังนั้น  “ราคา” ของคนขับรถเชคนั้นสมเหตุผลแล้วเช่นเดียวกับคนขับรถไทยที่ทำงานอย่างอื่นไม่ ค่อยได้นอกจากขับรถ


            ในความรู้สึกของผมที่ต้องวิ่งหาคนขับรถที่บ้านในเมืองไทยอยู่เรื่อย ๆ  เพราะคนขับรถมักจะไม่อยู่นานเพราะเขาอยากไปขับแทกซี่หรือหางานอื่นทำ  แต่ในเวลาเดียวกัน  คนขับรถที่เชคนั้น  เมื่อได้งานแล้วก็มักจะต้อง  “เกาะไว้ให้แน่น” เพราะงานแบบนี้อาจจะหายากโดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำลงเรื่อย ๆ   ผมคิดว่า  มองโดยเปรียบเทียบแล้ว  คนขับรถเชคน่าจะ Over Value กว่าคนขับรถไทย  และถ้าเป็นหุ้น  เราก็คงต้อง  Switch หรือขายหุ้นคนขับรถเชคและมาซื้อหุ้นคนขับรถไทย  เพราะในที่สุดแล้ว  ทุกอย่างก็ต้องวิ่งไปสู่  “พื้นฐาน” ความหมายก็คือ  ในอนาคต  คนขับรถเชคก็อาจจะมาเที่ยวเมืองไทยได้น้อยลง  อาจจะ 2 ปีครั้ง  ในขณะที่คนขับรถไทยอาจจะไปเที่ยวเชคได้ 3 ปีต่อครั้ง


            ที่ผมยกเรื่องคนขับรถมาพูดนั้น  เพื่อที่จะนำไปสู่ภาพใหญ่ที่ว่า  ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร  มันก็น่าจะมีความสัมพันธ์คล้าย ๆ  กันนั่นคือคนเชคก็อาจจะบริโภคได้น้อยลงเมื่อเทียบกับคนไทย  ถ้ามองจากตัวเลขก็คือ  เศรษฐกิจเชคจะโตช้ากว่าเศรษฐกิจไทยไปเรื่อย ๆ  ในระยะเวลาหนึ่ง  หรือไม่ก็ค่าเงินของเชคอาจจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเงินบาททำให้คนเชคมา เที่ยวเมืองไทยได้น้อยลงในขณะที่คนไทยไปเที่ยวเชคได้มากขึ้น  และสุดท้ายก็คือ  ประเทศไทยก็อาจจะกลายเป็น  “ประเทศพัฒนาแล้ว”  ใกล้เคียงกับเชคโดยที่รายได้หลักของไทยอาจจะมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลายรวม ถึงการท่องเที่ยวและมีชื่อเสียงในด้านของการเป็นประเทศที่ให้บริการ  “นวด”  ที่โดดเด่นคล้าย ๆ กับอิตาลีที่มีเรื่องของแฟชั่นหรือฝรั่งเศสที่มีไวน์เป็นสินค้าที่โดดเด่น ในขณะที่เชคเองก็ยังคงโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบางอย่างเช่น เรื่องของ  นาโนเทคโนโลยีหรือการแพทย์บางด้าน เป็นต้น




            สุดท้ายที่ผมไม่ใคร่ได้เห็นในกรุงปร้ากก็คือ  เรื่องของข่าวและความเคลื่อนไหวของธุรกิจและตลาดหุ้น  ตามร้านหนังสือซึ่งผมมักจะต้องแวะเยี่ยมเยือนทุกเมืองที่ไปนั้น  หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจและหุ้นดูเหมือนจะมีน้อย  ซึ่งนี่แตกต่างจากกรุงเทพที่เรามีหนังสือหุ้นออกใหม่หรือแม้แต่เก่าที่ได้ รับความนิยมสูง  หรือแม้แต่ประเทศในเอเซียอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ผมไปก็มักจะพบว่าชั้น ที่เกี่ยวกับธุรกิจและหุ้นจะมีหนังสือดังอยู่พอสมควร  และนี่ทำให้ผมสรุปว่า  เมืองไทยเรานั้น  ยังเป็นประเทศที่กำลังเติบโตคึกคักและยังน่าจะโตต่อไปพอสมควรและนี่ก็เอื้อ อำนวยต่อการลงทุนโดยเฉพาะของชาว VI ทั้งหลาย

เม่าน้อย
บทความนี้ของ ดร นิเวศน์ ให้ความรู้ 2 เรื่องหลักๆ คือ การเปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป กับ การให้รู้จักรอคอยเพื่อผลตอบแทนในการลทุนที่คุ้มค่าค่ะ <br/>
<br/>
------------------------------------------------------------------------------------------------- <br/>
<br/>
หุ้นที่ (จะ) ใหญ่ที่สุดในตลาด <br/>
------------------------------ <br/>
<br/>
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร (จากเวบไซท์กรุงเทพธุรกิจ) <br/>
29 เมษายน 2556 <br/>
<br/>
งานอดิเรกอย่างหนึ่งของผมคือ ดูว่าบริษัทไหนในตลาดหุ้นของแต่ละประเทศมี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นใหญ่ที่สุด <br/>
<br/>
และหลายๆ ครั้งดูบริษัทที่ใหญ่รองๆ ลงมา และผมชอบที่จะดูว่าในอดีต บริษัทไหนเคยเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดหรือใหญ่มากๆ และเดี๋ยวนี้พวกเขายังใหญ่อยู่ไหม เพราะข้อมูลนี้จะช่วยบอกถึง “วิวัฒนาการ” ทางเศรษฐกิจ และบริษัทจดทะเบียนหรือหุ้นว่าจะไปทางไหน <br/>
<br/>
ถ้าจะพูดให้ตรงประเด็นคือ ในอนาคตบริษัทไหนจะมีโอกาสเติบโต จนกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุด หรือใหญ่มากในตลาดหลักทรัพย์ และถ้าเรารู้ เราก็สามารถลงทุนซื้อและถือหุ้นตัวนั้นในระยะยาวได้ ลองเริ่มต้นจากตลาดสหรัฐ ซึ่งมีข้อมูลยาวนานและหาได้ง่ายดู <br/>
<br/>
ปัจจุบันหุ้นใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐ คือหุ้นของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ และหุ้นของบริษัทแอกซอนส์โมบิล ที่ผลิตน้ำมัน สลับกันเป็นหมายเลขหนึ่ง แอกซอนส์โมบิล จริงๆ แล้วเคยเป็นหมายเลขหนึ่งมานานแล้วหลายสิบปี และคงจะเป็นบริษัทหมายเลขหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่ราคาน้ำมันวิ่งขึ้นไปสูงหรือมีวิกฤติน้ำมันที่ทำให้บริษัทมีกำไรสูงมาก และทำให้มูลค่าหุ้นสูงลิ่ว <br/>
<br/>
ประเด็นคือ พลังงานเป็นสิ่งที่คนทุกคนต้องบริโภค และมีการใช้จ่ายค่อนข้างมากมาตลอด น่าจะตั้งแต่เกือบร้อยปีก่อนเริ่มมีการใช้รถยนต์ <br/>
<br/>
ดังนั้น ยอดขายของบริษัทน้ำมัน จึงมีมูลค่าสูงมากตลอดมา บริษัทที่จะผลิตน้ำมัน ก็ต้องมีขนาดใหญ่มาก ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทน้ำมัน มีขนาดสูงลิ่วมาตลอด ผลคือ บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างเอ็กซอนส์ จึงติดอันดับหนึ่งมาบ่อยครั้ง และผมเชื่อว่ามากกว่าทุกบริษัท <br/>
<br/>
เมื่อโลกเปลี่ยนไป คนอเมริกันร่ำรวยขึ้นมาก พวกเขาเริ่มใช้จ่ายกับสินค้าไฮเทคมากขึ้น โดยเฉพาะที่เป็นผลิตภัณฑ์เคลื่อนที่ได้อย่างไอโฟนและไอแพด หุ้นของแอปเปิลที่เป็นหมายเลขหนึ่งของอุตสาหกรรม จึงกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกันและโลกได้ในช่วงเร็วๆ นี้ แม้ว่าเมื่อประมาณซักสิบกว่าปีที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่งในตลาดหุ้น <br/>
<br/>
ถ้าเรามองประวัติศาสตร์ของหุ้นหมายเลขหนึ่งย้อนหลังไปไกลๆ จะพบว่าหุ้นที่เป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นอเมริกานั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยของเศรษฐกิจ เมื่อสมัยที่คนอเมริกันเริ่ม "ขับรถยนต์" กันทั้งประเทศ หุ้นของเจนเนอรัลมอเตอร์ หรือ GM ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลขหนึ่งของอเมริกา น่าจะเคยเป็นบริษัทใหญ่ที่สุด <br/>
<br/>
แต่หลังจาก "ยุคทอง" ของรถยนต์ผ่านไป เพราะการแข่งขันจากรถยนต์ต่างประเทศ หุ้น GM ก็ไม่เคยกลับมายิ่งใหญ่อีกเลย <br/>
<br/>
ยุคที่คนอเมริกันหันมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในบ้านกันทุกบ้าน หุ้นเจนเนอรัลอีเล็กทริก หรือ GE น่าที่จะเคยเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดในตลาด การใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น อิ่มตัวไปนานแล้ว GE ก็ตกอันดับไปนาน แต่ปัจจุบันยังใหญ่มาก <br/>
<br/>
แต่นี่เป็นเพราะ GE ได้หันไปทำกิจการอย่างอื่น ที่ยังทำรายได้มาก และมีคนจ่ายเงินซื้อบริการมากพอสมควร เช่น ทำเครื่องยนต์ของเครื่องบิน และการทำธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่ โอกาสกลับมาเป็นที่หนึ่งน่าจะหมดไปแล้ว <br/>
<br/>
เมื่อเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ แน่นอน IBM ซึ่งเป็นหมายเลขหนึ่ง น่าจะเคยเป็นบริษัทใหญ่ที่สุด เพราะแทบทุกธุรกิจต้องใช้คอมพิวเตอร์ แต่ต่อมาเมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทุกคนต้องใช้ และการใช้ต้องอาศัยซอฟต์แวร์ หุ้นของไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นหมายเลขหนึ่งที่โดดเด่นครอบงำธุรกิจนี้ จึงเป็นบริษัทที่มีมูลค่าที่มากที่สุดในตลาด และในโลกทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี บริษัทยังทำงานกันใน "โรงรถ" <br/>
<br/>
ย้อนหลังไป 15-20 ปีที่ผ่านมา วอลมาร์ทซึ่งเอาชนะคู่แข่งที่เหนือกว่าในด้านของการค้าปลีกสมัยใหม่และเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ โดยอาศัยกลยุทธ์การ "ขายถูกทุกวัน" จนสร้างเครือข่ายที่มียอดขายมโหฬารสูงสุดในโลก และมากกว่าบริษัทน้ำมันที่มียอดขายสูงมากตลอดมา ก็กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุด แม้ปัจจุบันตกอันดับแล้ว แต่มูลค่าตลาดของวอลมาร์ท น่าจะยังสูงต่อไป เพราะมูลค่าธุรกิจของโมเดิร์นเทรดยังสูงต่อไป ตราบที่เศรษฐกิจยังขยายตัว เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ทุกวัน และรูปแบบธุรกิจอื่นยังทดแทนไม่ได้ <br/>
<br/>
สถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ถ้ามองย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ พบว่า เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่ และมีมูลค่าตลาดสูงมาก และเป็นอันดับหนึ่งมาเป็นครั้งเป็นคราว แม้ระยะหลังโอกาสจะเป็นอันดับหนึ่งอีกคงน้อยลง <br/>
<br/>
เหตุผลชัดเจนว่า คนมีเงินและต้องฝากธนาคาร รวมถึงต้องมาใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินเป็นกิจการที่อันดับหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า จะรักษาอันดับของตนเองไว้ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เกิดวิกฤติขึ้น เราจะเห็นว่าช่วงเวลาหนึ่ง ซิตี้แบงก์ อาจเป็น "ราชันย์" ต่อมาเราอาจจะเห็นแบงก์ออฟอเมริกาที่ยิ่งใหญ่ <br/>
<br/>
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย ผมลองนึกดูคร่าวๆ แล้วคิดว่าช่วงแรกๆ ของการเปิดตลาดหลักทรัพย์ กิจการที่น่าจะมีมูลค่าตลาดสูงสุด จะเป็นแบงก์อันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งคือธนาคารกรุงเทพในยุคนั้น หุ้นแบงก์ยังน่าจะเคยใหญ่ที่สุดในตลาดมาเป็นครั้งเป็นคราวจนมาถึงยุคหลังที่ประเทศเจริญขึ้น และคนหันมาบริโภคสิ่งอื่นๆ โดยเฉพาะพลังงานมากขึ้น ทำให้หุ้นแบงก์ตกอันดับไป และอาจจะไม่มีโอกาสกลับมาใหญ่สุดอีก กลุ่มแบงก์น่าจะเป็นกิจการที่ใหญ่มากไปอีกนานเหมือนอย่างในตลาดหุ้นสหรัฐ <br/>
<br/>
เมื่อประเทศเข้าสู่โหมดการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการสร้างสาธารณูปโภค และสร้างที่อยู่อาศัยมากมาย หุ้นที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ย่อมมีโอกาสกลายเป็นหุ้นอันดับหนึ่ง หุ้นของปูนใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบงำอุตสาหกรรม จึงน่าจะเคยเป็นหุ้นที่มีมูลค่าอันดับหนึ่งของประเทศในช่วงหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ระดับที่ใกล้จะเป็นเศรษฐกิจที่ "พัฒนาแล้ว" การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างน่าจะลดลงเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายอื่น โอกาสที่ธุรกิจกลุ่มก่อสร้างจะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดอีกน่าจะยาก <br/>
<br/>
ธุรกิจพลังงานของไทย เริ่มกลายเป็นบริษัทอันดับหนึ่งมาหลายปีแล้ว โดยบริษัทปตท. ซึ่งครอบงำธุรกิจนี้สามารถรักษามูลค่าหุ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างที่ไม่มีใครแซงได้มานานหลายปี พลังของ "เศรษฐกิจใหม่" กำลังเข้ามาแทนที่ หุ้นที่อาจจะมีโอกาสกลายเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดในประเทศ ในเวลาไม่นานคือธุรกิจสื่อสารที่เป็นโมไบล์หรือมือถือ และแน่นอนหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม คือหุ้นของ ADVANC ที่มีมูลค่าหุ้นใกล้เข้ามาทุกที <br/>
<br/>
มองไกลออกไปในอนาคต การหาหุ้นที่จะมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ หรือหุ้นที่จะมีขนาดใหญ่มากๆ คือ "รางวัลอันสูงสุด" สำหรับนักลงทุนระยะยาว <br/>
<br/>
ถ้าเรารู้หรือคาดการณ์ถูก การลงทุนถือหุ้นไว้จะให้ผลตอบแทนที่ดีมาก โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่ซื้อแล้วถือเก็บไว้ รอเวลาให้มันเติบโตไปเรื่อยๆ
ViRism

ถ้าติดตามข่าวเศรษฐกิจช่วงนี้ จะเห็นความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ เพราะราคาสินทรัพย์หลายชนิดได้เพิ่มขึ้นเร็วมาก 

ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้น ราคาที่ดิน การเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ทำให้คนสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น แต่สนใจแบบกลัวๆ กล้าๆ เพราะถ้าเข้าไปในสภาวะฟองสบู่ อาจเจ็บตัวได้

... more

นักข่าว VI

ดีลระดับชาติอย่าง CPALL กับ MAKRO ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก...วีคิดขอนำสรุปสาระสำคัญจากงานประชุมผู้ถือหุ้น CPALL เมื่อวานนี้ มาให้อ่านน่ะครับ..

ขอบคุณคุณ tlss จาก thaivi.org สำหรับเลกเชอร์ละเอียดๆแบบนี้ครับ -/\-

สรุปประชุมผู้ถือหุ้น CPALL 25/4/56

1.รายได้ปี 2555 เติบโตประมาณ 22% กำไรเติบโตประมาณ 37% ค่าใช้จ่ายเติบโต 21.8% ต่ำกว่ากำไร , การเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีสาขารวม 6,822 สาขา , กทม: ต่างจังหวัด = 47 : 53, ร้านบริษัท:แฟรนไชส์ = 44 : 56, ทำเลปกติ : ปั๊มน้ำมัน = 86:14 , ปีที่แล้วเปิด 546 สาขา, วงจรเงินสด -51 วัน (ดี), เงินสด 23ม085 ล้านบาท, ROA 17.3% ROE 45.7%

2. ประเด็น Makro มีความเป็นมาอย่างไร
25 ปีที่แล้ว คุณธนินท์ชักชวน SHV ตั้ง Makro ในไทย มีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ระหว่าง CP และ SHV ก็เป็นไปด้วยดี คุณธนินท์บอกทางว่าถ้า SHV จะขายเมื่อไหร่ให้บอก ต่อมา SHV มีนโยบายจะไม่ทำค้าปลีกแล้ว จึงแจ้งทาง CP คุณธนินท์พิจารณาแล้วว่า Makro มีจุดเด่นเรื่องค้าส่ง Cpall มีจุดเด่นเรื่องค้าปลีก ถ้า 2 แห่งรวมกันจะเกิดพลังร่วม จึงตัดสินใจซื้อ

3. ปัจจัยที่อาจสงผลให้ดีลนี้ไม่สำเร็จ
ผู้ถือหุ้นลงคะแนนเห็นด้วยน้อยกว่า 75% ในการประชุมวิสามัญครั้งต่อไป

4. Cpall จะจ่ายปันผลได้เหมือนเดิมหรือไม่
ก่อนอื่นขอย้ำว่า ไม่มีการเพิ่มทุน เงินกู้ธนาคารเพียงพอ การจ่ายปันผลในอนาคตจะไม่น้อยกว่าเดิมและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของทั้ง 2 บริษัท

5. ดีลนี้มีข่าวรั่วหรือไม่
ขอรับรองว่า คณะผู้บริหารไม่มีใครทำข่าวรั่ว ส่วนคุณกอบศักดิ์ท่านก็มีหุ้นอยู่ ถ้าราคาหุ้นลงท่านก็เสียหายเช่นกัน

6. กู้เงินประมาณ 180,000 ล้าน จะใช้หนี้อย่างไร กี่ปีจะใช้หนี้หมด
กำไร Makro ประมาณ 3,000-4,000 ล้าน และยังเติบโตต่อเนื่อง สามารถ cover ดอกเบี้ย ส่วนใช้เวลากี่ปีคุณธนินท์บอกว่า จะใช้เวลาให้เร็วที่สุด

7. Cpall มีแผนงานอย่างไร จะมีการตั้งกองทุนอสังหาหรือไม่
- Cpall จะสนับสนุนให้ Makro เติบโตอย่างรวดเร็ว คุ้มค่าที่ซื้อ
- สนับสนุนเรื่องคน มีสถาบันการศึกษา ผลิตคน ปวช ป.ตรี โท กว่า 20,000 อัตรา
- Makro สามารถขยายไปต่างประเทศทั่วเอเชีย (ยกเว้นอินเดีย) จะเริ่ม 10 ประเทศ AEC ก่อน และสนับสนุน- สินค้าไทย SME OTOP
- การใช้ประโยชน์จาก DC ร่วมกัน
- กองทุนอสังหา ยังไม่ขอตอบ

8. ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ประโยชน์อย่างไรกับดีลนี้
ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์แน่นอน ระยะ 2-3 ปี จะเติบโตมากกว่านี้ เราซื้อของดี กำลังอยู่ในระยะเติบโต ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์แน่นอน

9. ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น Cpall จะดำเนินการอย่างไร
ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกมาก ถ้าอยู่ที่ระดับ 3-4 % เรารับมือได้

10. ความเสี่ยงของการซื้อ Makro
คุณธนินท์มองด้านบวก แทบไม่เห็นความเสี่ยง ในอนาคตไทยเติบโตอย่างมาก เราศึกษามาอย่างรอบคอบ ถ้าเสี่ยง CP จะเสี่ยงมากกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยอีก แต่ให้มั่นใจว่า ปันผลจะไม่น้อยลง และจะเพิ่มขึ้น

11. มุมมองคุณธนินท์
ค้าปลีกแบ่งเป็น 4 แบบ 1.ห้าง มอลล์ 2.Hypermarket 3.สะดวกซื้อ 4. ค้าส่ง

ในเครือ CP ทีมงาน Cpall เยี่ยมที่สุด ใน SHV หากเทียบ อเมริกา ยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย (ในเอเชียส่วนใหญ่ขายหมดแล้ว) ทีมงาน Makro เมืองไทย เยี่ยมที่สุด SHV เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในฮอลแลนด์ ทำธุรกิจพลังงาน ทยอยขาย Makro ในประเทศอื่นๆ เหลือไทยเป็นแห่งสุดท้าย (เพราะทีมงานดี)

Makro ถือว่าเป็นลูก CP+SHV แต่ CP มีความจำเป็นต้องขายเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ เราฝากให้ SHV ดูแลลูกเราจนเติบโต จนถึงวันนี้ Makro พร้อมที่สุด เศรษฐกิจไทยพร้อม อยากขยายต่างประเทศก็ทำได้ เราจะใช้ Makro ทำแฟรนไชส์ ต่างประเทศ ยังไม่ต้องพูดเรื่องที่ดิน

เฉพาะ Makro อีก 2 ปี PE จะเหลือ 20 กว่าเท่า ในไทยมีร้านโชว์ห่วยกว่า 600,000 ร้าน ซึ่งคือฐานลูกค้า Makro ซึ่งพวกนี้โตมาจะกลายเป็น Supermarket

อีกกลุ่มคือ ร้านอาหาร โรงแรม ตั้งแต่ แม่ค้าข้าวแกง ภัตตาคาร พวกนี้ซื้อของ Makro ซื้อทีละมากๆ Makro มีพร้อมหมด วัตถุดิบ ชุด โต๊ะ เก้าอี้ CP มีพลังของสถาบันการศึกษาและความชำนาญ เราจะสนับสนุนให้ร้านอาหารเหล่านี้ ผลิตอาหารดี อร่อย มีคุณภาพ

Makro จะเติบโตประมาณ 30% คนนอกมองว่าซื้อแพง แต่จริงๆ ถูก

เปรียบเสมือน เราซื้อ เครื่องพิมพ์ธนบัตรเยอรมัน ผลิตได้เยอะ เร็ว เครื่องไม่เสีย

ถ้าดีลนี้ไม่ดีธนาคารคงไม่สนับสนุนเรา Cpall ได้ดอกเบี้ยถูกที่สุด และเป็นดีลคนไทยซื้อกิจการต่างประเทศ เราคนไทยควรภูมิใจ

เก็บตก รุมหลังงาน
1. ดร.นิเวศน์ ให้ความเห็นว่า การซื้อ Makro ค่อนข้างคุ้มค่า Cpall ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ใช้เงินกู้ กำไรและกระแสเงินสดของ Makro สามารถ cover ดอกเบี้ยเงินกู้ได้ และกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง
2. ในอนาคต market cap Cpall มีโอกาสโตมากกว่านี้มาก มีโอกาสอยู่อันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผลมาจากรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น จะใช้จ่ายมากขึ้น
3. Makro ไม่สามารถเปิดร้านสะดวกซื้อได้ เนื่องจากติดสัญญา 7-11 (ผู้บริหาร)
4. ดีลนี้ มีการประเมินอย่างรอบคอบ มีการ projection plan รายได้ กำไรอย่างรอบคอบ และคิดว่าคุ้มค่า (ผู้บริหาร)

เครดิตจากคุณ : tlss (นามแฝงจาก thaivi.org)

rain pk son Apr 26 · Rate: 5 · Comments: 2
ViRism

ในช่วงนี้ที่หุ้นดูเหมือนจะไม่ไปไหน  พันธบัตรและเงินฝากก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 3-4% ต่อปีเป็นอย่างมาก  ที่ดินเองก็ไม่ขยับ  ความปลอดภัยของเงินก็เริ่มมีน้อยลงเพราะภายในหนึ่งปีรัฐบาลก็จะเริ่มค้ำ ประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินในแต่ละแบงค์ไม่เกิน 1 ล้านบาท  เหนือสิ่งอื่นใด  ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแรงอีกครั้ง  แต่สิ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ  ทองคำ  เพราะราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็น  “กระทิงดุ”  ราคาขึ้นวันเดียว 1,000 บาทต่อบาททองคำ แตะ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 54  โดยที่ราคาตลาดโลกสูงถึง 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  และเป็นการขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ  นับได้ถึงสิบปีแล้ว  การลงทุนในทองคำดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่  “ใช่เลย”  สำหรับหลาย ๆ  คน  เหนือสิ่งอื่นใด  ราคาทองคำ  “ไม่มีลง”  มันมีความปลอดภัยสูงมาก  ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเรียกมันว่า  “Safe Heaven”  มันเป็นสวรรค์ในยามที่เกิดวิกฤติและโกลาหลขึ้นในโลก  มาดูกันว่าเราควรลงทุนในทองคำไหม? 


    ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผลในแง่ของ  “พื้นฐาน”  มาดูสถิติผลตอบแทนของทองคำในระยะยาวที่ผ่านมาก่อน   เพราะนี่จะช่วยเตือนสติเราว่า  ทองคำนั้น  ไม่ได้ “เปล่งแสงวับวาว”  ตลอดเวลา   และการเข้าไปลงทุนผิดจังหวะก็อาจจะทำให้เราเสียหายรุนแรงได้เหมือนกัน 


    มองย้อนหลังไปถึงประมาณปี 2520 ซึ่งผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ  และเคยซื้อทองเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต  ผมจำได้ว่าทองรูปพรรณในขณะนั้นราคาบาทละน่าจะประมาณพันบาทต้น ๆ  ตีเสียว่าประมาณ 1,100 บาท  ถ้าผมเก็บทองชิ้นนั้นไว้ถึงวันนี้เป็นเวลา 34 ปี เท่ากับว่าเงินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 24 เท่า  นี่ดูเหมือนจะมากมโหฬาร  แต่ถ้ามาคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นแต่ละปีก็จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นเท่ากับ ประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น  ไม่ได้หรูหรามากแต่ก็ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หุ้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน “สูงที่สุด”


    การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมานั้นถ้าคิดแบบง่าย ๆ  ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็คือราคาหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาดก็คือประมาณ 100 จุดหรือร้อยบาทในปี 2520  ถ้าเราลงทุนถือมาจนถึงวันนี้ที่ดัชนีตลาดเท่ากับ 1,069 จุดก็คือราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,069 บาท  หรือเพิ่มขึ้นมา 10.69 เท่า  เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 24 เท่าก็น่าจะถือว่าการลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม   การลงทุนในหุ้นนั้น  แต่ละปียังมีปันผลที่มักจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4%  ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการที่ดัชนีเพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นให้ผลตอบแทน เฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ  10% ต่อปีเหมือนกัน  ดังนั้น  ข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่ผ่านมา 34 ปีก็คือ  ทองกับหุ้นให้ผลตอบแทนพอ ๆ  กันที่ประมาณ 10% ต่อปี 


    แต่ผลตอบแทนของทองนั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอและปลอดภัยสุด ๆ  อย่างที่หลายคนอาจจะคิด  ในช่วงปี 2522  ถึง 2523 นั้น  ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬารคือเพียงปีเดียวราคาขึ้นไปจากประมาณ 200 เหรียญต่อออนซ์ เป็นประมาณ 850 เหรียญอันเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นสองหลักหรือกว่า 10%  ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างแรงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิวัติใน อิหร่านและการยึดสถานทูตของสหรัฐในอิหร่าน  และการที่โซเวียตรุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน    ถ้าเราเข้าไปซื้อทองเพื่อลงทุนในปี 2523  โดยคิดว่าทองน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเนื่องจากมันปรับตัวขึ้นเร็ว มากกว่า 300%  ในปีเดียว  เราก็จะพบว่าเราคิดผิดอย่างแรง  เพราะหลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ  คลี่คลายลง  ราคาทองคำก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 300 เหรียญต้น ๆ  ต่อออนซ์ในปี  2525 และหลังจากนั้น  ราคาทองคำก็ไม่ค่อยได้ไปไหน  ขยับอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 450 เหรียญเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนถึงปี 2544  พูดง่าย ๆ  คนที่ถือทองคำอยู่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยเป็นเวลา 20 ปี  ในขณะที่หุ้นนั้น  ทุกปียังมีปันผล  “ปลอบใจ”  แม้ว่าหุ้นอาจจะนิ่งหรือตกลงมา 


    ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำและเป็นช่วงที่ “ดึง” ผลตอบแทนระยะยาวของทองคำให้สูงขึ้นจนน่าประทับใจก็คือช่วงทศวรรษหรือ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง  ตั้งแต่ปี 2544 ถึง ปัจจุบัน  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา  จากราคาประมาณ 271 เหรียญเป็นประมาณ 1850 เหรียญต่อออนซ์ในปัจจุบัน  คิดแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 583% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 21.2% ต่อปีและน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินอื่นทั้งหมด  และแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ราคาทองก็ตกลงมาเพียงประมาณ 30% น้อยกว่าตลาดหุ้นที่ตกลงมาเกือบ 50%  และหลังจากนั้นทองก็วิ่งขึ้นมาแทบจะไม่สะดุดเลยจนถึงวันนี้ 


    ทองจะไปทางไหนต่อ  มันจะยังคงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  หรือมันใกล้จะเป็นฟองสบู่  เป็นเรื่องที่คาดได้ยาก  โดยทฤษฎีแล้ว  ทองนั้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเกิดเหตุหรือสภาวการณ์ใหญ่ ๆ  3  ประการด้วยกันคือ  เรื่องแรก  เมื่อเกิดภาวะ  “วิกฤติ” ทางการเงินหรือเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง  เช่นเดียวกัน  ปัญหาทางการเมืองและสงครามก็มักจะทำให้ราคาทองพุ่ง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นสามารถรักษามูลค่าของมันได้เสมอ  เพราะมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก  เรื่องที่สองก็คือ  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงหรือลดค่าลง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นเป็นคล้าย ๆ  กับเงินสกุลหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือเงินได้ทั้งโลกเหมือน กับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน  ดังนั้น  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อน  ทองก็มัก  “แข็ง”  หรือมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง  เรื่องที่สามก็คือ  เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราสูง  นั่นก็คือ  มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินไป  มากกว่าของหรือสินค้าที่มีอยู่  ดังนั้น  เงินก็จะมาไล่ซื้อทองจึงทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาค่าของมัน

 


    จากเหตุผล 3 ข้อข้างต้นก็จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้   ภาวะวิกฤติทางการเงินยังคงอยู่ทั้งในยุโรปและอเมริกา  เช่นเดียวกัน  เงินดอลลาร์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ  เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างรวมถึงการขาดดุลการค้าและงบประมาณที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้สูง ขึ้นเรื่อย ๆ  และสุดท้าย  ภาวะเงินเฟ้อก็ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นมากเช่นกัน  นอกจากนั้น  ปริมาณของทองคำ  ซึ่งในโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัดนั้น  กลับมีความต้องการสูงขึ้น  ทั้งจากประชาชนในอินเดียและจีนที่มีรายได้สูงขึ้นมาก  และจากธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะจีน อินเดีย  และรวมถึงประเทศอื่น ๆ  เช่นไทย  ต่างก็มีเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สูงมากและต้องการซื้อทองเพื่อนำมาใช้เป็น ทุนสำรองเพิ่มขึ้น  สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งก็ยิ่งทำให้  นักเก็งกำไร  และรวมถึงนักลงทุน  ต่างก็เข้ามาซื้อทองคำส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปอีก  คำถามก็คือ  นี่เป็น “ฟองสบู่ทองคำ” หรือยัง? 


    ผมเองตอบไม่ได้  แต่วันหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่คนดูแลแม่ยายผมซึ่งเราจ้างมา  เธอเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 50 ปีและไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุน  และเงินก็มีไม่มาก  เธอบอกผมว่าเธออยากจะลงทุนซื้อทองซักบาทหนึ่งเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นไปสูง มากเป็นกว่าสองหมื่นบาทแล้ว  ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร   เธอบอกว่าเห็นจากทีวี   หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า  บางทีราคาทองน่าจะใกล้เป็นฟองสบู่แล้ว  ดังนั้น  ใครที่คิดจะซื้อทองลงทุนก็คงต้องระวัง  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนไม่ได้เลย  ผมคิดว่าการลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุนรวมก็ไม่น่าจะเสี่ยงมากนัก  เหนือสิ่งอื่นใด  ทองนั้น  มักจะสามารถรักษามูลค่าของมันได้ในยามที่เลวร้ายที่สุด


23 สิงหาคม 2554

คอลัมน์ โลกในมุมมองของ Value Investor ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

sHeetoEy Apr 18
เม่าน้อย

ขออ้างอิงจากบทความที่เคยเขียนไปเมื่อปี 2012 ในเรื่องของ Moving Average คือ "หุ้นขาขึ้นหรือขาลง" "จุดซื้อ-จุดขายด้วย EMA อันทรงพลัง"
จะพูดถึงการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เอาไว้กำหนดสัญญาณ ซื้อ-ขาย และเอาไว้ดู ขาขึ้น-ขาลงของหุ้นหรือตลาด

มาในวันนี้เมื่อเรารู้จักพื้นฐานความรู้ของเส้นค่าเฉลี่ยกันไปแล้ว บทความนี้จะนำเส้นค่าเฉลี่ยมาประยุกต์ใช้ในการ Trade ในเรื่องของ Price Action ซึ่งจะก้าวขึ้นมาอีกขั้นก่อนจะก้าวข้ามไปสู่ Advance Trade

ในด้านของ Chartychology จะใช้ประโยชน์จาก Moving Average ในการกำหนด Trend ของหุ้นหรือตลาดและกำหนดพื้นที่ในการ Trade แค่นี้เอง...และจะไม่ได้นำ Moving Average(MA) มากำหนด แนวรับ-แนวต้าน(ทาง StockMoneyGear จะเขียนการกำหนด แนวรับ-แนวต้าน เป็นอีกบทความ)

สำหรับ Chartychology จะใช้ Moving Average 3 เส้นหลักๆ


เส้นที่ 1 คือ การใช้ Sample Moving Average(SMA) ที่ระยะเวลา 10 วัน(Day TF) หรือ Exponential Moving Average(EMA) ที่ระยะเวลา 10 วันเช่นกันแต่ EMA จะให้น้ำหนักและช้ากว่า...ส่วน SMA จะเร็วกว่าแต่ต่างกันไม่มากเท่าไรสามารถใช้แทนกันได้

เส้นที่ 2 คือ การใช้ EMA 30 วันเท่านั้น จะนำไปใช้ในการกำหนดพื้นที่ในการ Trade

เส้นที่ 3 คือ การใชั EMA 200 วัน เส้นนี้เป็นเส้นสำคัญครับ คือ 1) จะเอามากำหนดว่าตอนนี้เป็น ขาขึ้นหรือขาลงเต็มตัวแล้วหรือยัง 2) เส้นนี้จะเป็นเส้นอ้างอิงได้ดีถ้าหุ้นหรือตลาดยังไม่เป็น ขาขึ้นหรือขาลงเต็มตัวมักจะกลับตัวแถวๆบริเวณนี้... แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอาเส้นนี้เป็นเส้น แนวรับหรือแนวต้าน นะครับ โดยหลักๆจะเน้นที่ข้อที่ 1) ครับ

เมื่อเราเข้าใจใน Moving Average แล้ว เราจะนำไปวางกลยุทธ์กันครับ

จากที่เราได้อ่านบทความเรื่อง Uptrend และ Downtrend เราจะนำมาประยุกต์ใช้โดยการกำหนดการวาง Moving Average โดยให้ SMA(10) อยู่เหนือ EMA(30) โดยเงื่อนไขนี้จะเป็น Uptrend หรือ Long Position

ทีนี้มาดูในส่วน Downtrend หรือ Short Position กันโดยมีเงื่อนไขว่า SMA(10) อยู่ต่ำกว่า EMA(30) เท่านี้เองครับ

ดังนั้นเราจะ Trade แค่สองช่วงคือ Long Position และ Short Position

แต่ช่วงที่ไม่ควร Trade คือช่วง Sideway ครับ

 

ยังมีอีกอ่านต่อได้ที่ http://www.stockmoneygear.com/2013/04/moving-average.html

Credit :http://www.stockmoneygear.com

นักข่าว VI

Uptrend คือเพื่อนที่แสนดี Downtrend คือโอกาสที่รอคอย

เจอกันอีกแล้วนะครับ ในสัปดาห์นี้จะเป็นบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องจากสองบทที่แล้วครับ คือในเรื่อง

"ตลาดหรือหุ้นนั้นมีแค่ 4 สถานะเท่านั้น(4 Stages Of Market)"
...
และ

"Elliott Wave คลื่นแห่งโอกาสและเพื่อนผู้เตือนเรา(พื้นฐาน)"

จากที่เคยกล่าวไปในเรื่อง "ตลาดหรือหุ้นนั้นมีแค่ 4 สถานะเท่านั้น(4 Stages Of Market)"
และ "Elliott Wave คลื่นแห่งโอกาสและเพื่อนผู้เตือนเรา(พื้นฐาน)" เราสามารถเอาหลักการมามองตลาดหรือหุ้นว่าอยู่ช่วงไหนและเมื่อเรารู้สภาพของตลาดหรือหุ้นแล้วเราจึงนำ Elliott Wave มาดูว่าเราควรจะเข้าที่คลื่นลำดับที่เท่าไร

นี่คือวิถีของกลยุทธ์ในการ Trade

แล้วเราควรจะอยู่ในช่วงไหนของตลาดหละครับ? ติ๊กตอก ติ๊กตอกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อ่านเพิ่ม : http://www.stockmoneygear.com/2013/04/uptrend-downtrend.htmlดูเพิ่มเติม

ViRism
แมงเม้าท์เล่าอินไซด์ มาแล้วจร้าาาา มากับความผันผวนของหุ้นไทยและทั่วโลก ... ตอนนี้หลายคนคง งง ไม่รู้ว่าตกลงหุ้นไทยจะเป็น ภาวะหมี หรือ ภาวะกระทิง กันแน่ จนกระทั้งบางคนก็เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะแรด ... คือนักลงทุนช่วงนี้ ต้องทั้งอึด ทั้งถึก ทั้งทน เพราะเดี๋ยวหุ้นก็แรดขึ้นแรง...เดี๋ยวหุ้นก็แรดลงแรง แร้ดดด แรด นะเนี่ย
       
       โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 5 เมษายน ดัชนีหุ้นไทย ปิดที่ 1,489.53 จุด ลดลง 4.58% จากระดับปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม ซึ่งอยู่ที่ 1,561.06 จุด แต่อยากให้ส่องต่างชาติต่างชาติ ที่ตะลุยขายสุทธิทั้งสัปดาห์ถึง 8,971.84 ล้านบาท มีเพียงพวกรายย่อยหัวใจสู้ไม่ถอยเป็นคนเก็บกว่า 9,197 ล้านบาท ... อย่างนี้อันตราย ถ้าต่างชาติยังไม่คิดกับคืนมา
       
       ตอนนี้สิ่งสำคัญที่้ต้องดูก็คือจุดตายของ SET ที่ 1480 จุดว่าจะหลุดหรือไม่ ถ้าหลุดจบเห่ แรดวิ่งลงมีแววเห็น 1440 จุด ถ้าไม่หลุด ก็ต้องมานั้งภาวนาว่าจะปิดผ่าน 1540 จุด และ 1560 จุด หรือไม่ ถ้ายังก็ไม่เวิร์ค เพราะจิตวิทยาของนักลงทุนยังไม่ได้กลับมา
       
       และถ้าเราไปส่องเกมหุ้นของยุโรปยังเห็นว่ายังเป็นเทรนของขาลง ขณะที่หุ้นสหรัฐ แม้ว่าจะพยายามทรงตัวในระดับสูง ดูดี ถ้ายังทำนิวไฮใหม่ คือเลย 14,684 จุดไม่ได้ก็น่ากลัว ส่วนภาคพื้นเอเชีย อย่างญี่ปุ่น แม้ว่าวันจันทร์ นิเคอิ จะโชว์ฟอร์มดีวิ่งแรง 2.80% มาปิดเลย 13,000 จุดครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนส.ค. 2551 โดยปิดที่ระดับ 13,192.59 จุด หลัง ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศอัดฉีดเม็ดเงินแหลก แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า นิเคอิ ไว้ทำสถิติการสูงสุดไว้เมื่อ 13,225 จุด ต้องผ่านให้ได้ก่อน
       
       บอกตามตรงลงทุนช่วงนี้ ต้องทำใจ หรือ ใครทนไม่ได้ ไม่ชอบอาการแรดของหุ้น ก็ออกไปอยู่นอกตลาดก่อน ภาพออกมาชัดเจนแล้วค่อยเจอกัน ยังไม่สาย นี่คือเฉพาะนักเทรด ... แต่สำหรับ นักลงทุนระยะยาว ก็ต้องทำตามกฎของ VI ดูมูลค่าหุ้นที่คุณถือ หุหุ ความผันผวนแบบนี้แหละ จะเป็นจุดวัดใจว่า คุณจะเป็น "นักลงทุนยาว" อดทนได้หรือไม่
       
       แถมช่วงนี้ต้องทำใจหนักเพราะ ไทยแลนด์ เองก็กำลังจะหยุดยาววว....ท่ามกลางความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ ของโลกที่ยังลูกผีลูกคน ... เกาหลีเหนือที่เหิมเกริมจะไฟว้เกาหลีใต้ด้วยขีปนาวุธเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เกิดเรากำลังสาดน้ำอยู่ แล้ว เกาหลีสาดกระสุนขึ้นมา จะกระอัก รวมไปถึงการเมืองของไทยเอง คนกล้าถือหุ้นถ้าไม่ใช่ VI ต้องถือว่าใจกล้ามากๆๆ
       
       ไปส่องนักวิเคราะห์กันดีกว่า ว่าอย่างไรกับหุ้นไทย เริ่มที่ "คุณธีรดา ชาญยิ่งยงค์" ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองตลาดหุ้นไทยยังเสี่ยงถ้าจะถือก็ไม่ควรให้เกิน 30% ของพอร์ต โดยคนที่จะเล่นก็น่าจะเก็งกำไรในงบการเงินงวดไตรมาสแรกในหุ้นแบงก์พาณิชย์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วย พยุงตลาดได้ แต่สิ่งที่ต้องตามหลักๆ ก็คือ เงินลงทุนของต่างชาติ ซึ่งจะเอายังไงกันแน่ ส่วนแนวรับมองไว้ที่ 1,480 และ 1,470 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,550 จุด
       
       ส่วน "คุณปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์" ผู้บริหารสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ และกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี(ประเทศไทย) มองว่า สัปดาห์หนี้ตลาดหุ้นยัง อยู่ในช่วงของการสร้างฐาน ประกอบกับใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงอาจจะทำให้นักลงทุนบางส่วน ชะลอการซื้อขาย และทำให้มูลค่าการซื้อขายของตลาดโดยรวมลดลง และปิดท้ายที่ "นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล" ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ที่มอง ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงปัญหาหนี้ยุโรปยังกดดัน ตลาดหุ้น ซึ่งสร้างความกังวลต่อการลงทุน และจะต้องติดตามการประชุมรมว.คลังของยูโรโซนในวันที่ 11-12 เม.ย.นี้ ถึงการช่วยเหลือไซปรัสจะออกมาเป็นอย่างไร รวมถึง ต้องติดตามการประมูลพันธบัตรของอิตาลีในวันที่ 11 เม.ย.นี้ด้วย โดยดัชนีจะมีแนวต้านที่ 1,540 และ 1,550 จุด ส่วนแนว รับอยู่ที่ 1,480 จุด ซึ่งหากหลุดแนวรับนี้โอกาสที่ดัชนีจะลงไปที่ระดับ 1,465 ได้
       
       ถึงเวลาเม้าท์ บจ. ขอส่องกันไปที่ BLAND หุ้นที่ถูกทุบลงมา ในช่วงที่ BLAND-W2 จะหมดอายุ ... ได้ข่าวคนถือ BLAND-W2 ตายเรียบ ใครจะเชื่อหุ้นที่เคยลากไปถึง 0.30 บาท จะเหลือ แค่ 0.01 บาท ในวันสุดท้าย ... ก็จะไม่ให้ร่วงใครร่วงได้ไงก็วันสุดท้าย ราคาหุ้นแม่ BLAND ดันถูกทุบไปอยู่ต่ำกว่าราคาที่จะใช้สิทธิแปลงที่ 1.90 บาท ... จนเม่าหลายคนอาจจะหมดหวังยอมทิ้งเงิน BLAND-W2 แล้ว แต่งานนี้...มีการเมาท์มอยในตลาดว่า นี่คือเกมของเจ้า ที่มีการขายทำกำไรเพื่อเอาเงินไปแปลงวอแรนท์ และ ต้องการครองหุ้นในราคาต้นทุนต่ำเลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้
       
       ส่วนใครกำลังสงสัยว่า เจ้า BLAND ต้องการให้ผู้ถือ แปลงวอแรนท์ เป็นหุ้นแม่หรือไม่ คำตอบที่แอบไปสืบทราบมาคือ ต้องการให้แปลง!!! เหตุผลง่ายๆ ก็คือ BLAND-W2 มีจำนวนกว่า 6,800 ล้านหุ้น ถ้าแปลงในราคา 1.90 บาท ก็แสดงว่าจะได้เงินเข้าบริษัทถึง 13,000 ล้านบาท กว่าจะได้เงินก้อนใหญ่แบบนี้เอาไปทำมาหากิน ไม่ใช่ง่ายนะ ใครจะยอมให้เงินก้อนใหญ่หายไป ... ท่ามกลางข่าวดีๆ ที่จะออกมาของ BLAND ที่ยังมี เช่น การเอา อิมแพ็ค มาเล่น หรือ จะเป็นการปรับมูลค่าที่ดินถนนแจ้งวัฒนะและศรีนครินทร์ พวกนี้ดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนขึ้นมาได้ไม่ยาก
       
       ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แสดงว่า จะต้องมีการเอาหุ้น BLAND ขึ้นเหนือ 1.90 บาท ไม่งั้นไม่มีคนแปลง งานนี้...ก็ลองไปส่องกันเองแล้วกันว่าเค้าจะเอาขึ้นหรือไม่และเอาขึ้นเท่า ไหร่ ... แต่อย่าลืมส่องพื้นฐานด้วยก็ดีนะ เพราะถ้าแปลงวอแรนท์หมดหุ้นจะไดลูทประมาณ 37% และขอเตือนทุกท่านอ่านแล้วใช้วิจารณญาณ เพราะนี่คือการเม้าท์มอย ไม่ใช่การแนะนำหุ้น การอ่านแล้วซื้อตามโดยไม่คิด เค้าไม่ได้เรียกนักลงทุน แต่เค้าเรียกเม่านั้นแหละ ติดดอยมาจะสมน้ำหน้าให้
       
       ก่อนจาก ขอสวัสดีปีใหม่ไทย...สำราญใจจุงเบย ทุกวันนะจร้าาาาาาาาาาาาาาาาาา รักนะจุ๊บุ จุ๊บุ
Pages: 1 2 3 4 5 ... » »»