







คำๆ หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยมาก คือคำว่า … ”หุ้นวีไอ”
คนรู้จักของผมบางคน ซื้อหุ้นยอดนิยมของชาววีไออย่างพวกหุ้นค้าปลีก แล้วคิดว่านั่นคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ
ผมเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ” ไม่ใช่ว่าใครซื้อหุ้นที่พวกวีไอนิยมอย่าง CPALL, HMPRO แล้วจะกลายเป็น Value Investor ได้
ความเป็นวีไอต้องมาจาก “Mindset” คือทัศนคติที่เชื่อในเรื่องของ “คุณค่า” ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตและการมองโลกของคนๆ นั้นด้วย
มีเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เป็น “นักเล่นหุ้น” ที่พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็น ”วีไอ”
ด้วยความที่สนิทกัน พอรู้ว่าผมมีหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็มักซื้อตาม โดยหวังว่าจะได้กำไรมากๆ แต่เชื่อไหมครับว่า ผลลัพธ์ของคน “อยากเป็นวีไอ” อย่างเขา กลับออกมาไม่สวยงามเอาเสียเลย
ทั้งๆ ที่ซื้อหุ้นตัวที่เคยทำกำไรให้ผมได้มากมาย เขากลับไม่เคยได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แม้จะเป็นหุ้นที่ใครๆ มองว่าเป็น “Super Stock” ก็ตาม
ครั้งหนึ่ง เขาเคยบ่นให้ฟังว่า “ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้(วะ) ซื้อหุ้นเหมือนนายแท้ๆ”
ได้ยินเช่นนั้น ผมจึงอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะเขา “ลอก” หุ้นจากผม โดยใช้ Mindset ของความเป็น “นักเก็งกำไร”
เพื่อนผมคนนี้ พร้อมที่จะซื้อหุ้น (ซึ่งเขาเรียกมันว่า “หุ้นวีไอ”) ชนิด “สู้ทุกราคา” โดยไม่ต้องรอให้มี Margin of Safety ตามหลักของ Value Investment
พอราคาตกลงมาหน่อย เขาก็มัก “อยู่ไม่นิ่ง” และขายทิ้ง ทั้งๆ ที่พื้นฐานของกิจการยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าเดิม ก็เจ็บใจกันไป ทำอะไรไม่ได้
จะเห็นได้ว่า แม้จะซื้อหุ้นยอดฮิตของพวกวีไอ แต่ “ใจ” ของเพื่อนผมคนนี้ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นใจของ “นักเก็งกำไร” ล้วนๆ
ความจริงก็คือ…ไม่มีใคร “แปลงร่าง” เป็นวีไอ ด้วยการซื้อหุ้นเหมือน ดร.นิเวศน์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ หาก “ข้างใน” ของเขายังไม่เปลี่ยน หาก “ใจ” ของเขายังไม่ใช่
คนเป็นวีไอที่แท้ จะมีสายตาที่มองหา “คุณค่า” อยู่เสมอ พวกเขาจึงไม่ชอบซื้อหุ้นที่แพงเว่อร์ หรือหุ้นที่โบรกฯ เชียร์ เพราะ “คุณค่า” ของมันถูก “ราคา” บดบังไปเรียบร้อยแล้ว
ตรงกันข้าม คนเป็นวีไอตัวจริง จะนิยมมองหา “มูลค่า” ที่ซุกซ่อนอยู่ ทั้งในเรื่องของการลงทุน ตลอดจนการใช้ชีวิต
เราจึงเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า วีไอบางคนรวยมาก มีพอร์ตหุ้นหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้าน แต่กลับทำตัวสมถะ ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สินค้าแบรนด์หรูๆ รถแพงๆ ไม่ได้ให้คุณค่ามากไปกว่าข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาสามัญ
อย่างไรก็ตาม การที่ผมบอกว่า “ในโลกนี้ไม่มีหุ้นวีไอ” ท่านอย่าสับสนกับเรื่องของ “หุ้นคุณค่า” หรือ “Value Stock” นะครับ!!
“หุ้นคุณค่า” หมายถึงหุ้นที่มี “มูลค่าสูง” เมื่อเทียบ “ราคา” ดังนั้น หุ้นตัวเดียวกัน ตอนที่ราคายังถูก มันอาจถือเป็น Value Stock แต่เมื่อราคาสูงขึ้นมากจนเกินมูลค่า คุณสมบัติความเป็น Value Stock ของมันก็ย่อมหมดไป
หุ้นค้าปลีกบางตัว พลพรรควีไอชอบกันมาก แต่ถึงวันนี้ PE กระฉูดขึ้นไปร่วม 40 เท่า ณ นาทีนี้ เราจึงไม่อาจนับมันเป็น Value Stock ได้อีกแล้ว
“หุ้นคุณค่า” จึงมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ว่าคนเป็นวีไอต้องซื้อหุ้นตัวโน้น ตัวนี้ หรือที่บางคนให้นิยามกันไปเองว่า “หุ้นวีไอ” อันนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
ท่านที่อยากเป็นวีไอ ขอให้จำไว้นะครับ ความเป็นวีไอต้องเริ่มจาก “ข้างใน” จงฝึกคิดแบบ “เน้นมูลค่า” ฝึก “มองหาคุณค่า” ให้เป็นนิสัย
เมื่อ Mindset เป็นแบบวีไอแล้ว พฤติกรรมและกลยุทธ์จึงจะเปลี่ยนตาม ถึงตอนนั้น ท่านก็สามารถเป็นวีไอที่ประสบความสำเร็จได้ครับ
GRAMMYบุกหนักธุรกิจใหม่
วางเป้าปี 58 รายได้พุ่ง2หมื่นล้าน-พลิกฟื้นมีกำไร
“แกรมมี่” เดินหน้าธุรกิจใหม่ เน้นแซทเทิลไลท์ทีวี ดิจิตอลทีวี แพลตฟอร์ม เพย์ทีวี วางเป้าปี 58 ดันรายได้แตะ 2 หมื่นล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไร พร้อมลุ้นจ่ายปันผล มองตลาดยังมีการเติบโต เชื่อดันกำไรมากกว่าเดิม 2-3 เท่าตัว
นา...ยไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY กล่าวว่า ปีนี้บริษัทน่าจะมีรายได้ประมาณ11,000-12,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน และใน 3 ปี ข้างหน้าคาดหวังว่ารายได้น่าจะเติบโตได้เท่าตัว ด้วยจำนวนเปอร์เซ็นต์ของมาร์จิ้นน่าจะสูงขึ้นเท่าตัว อย่างน้อยประมาณ 10-12% ต่อไปก็จะ 20-22% ซึ่งภายใน 3 ปี หรือประมาณปี 2558 น่าจะมีรายได้ 20,000 ล้านบาท และจะพลิกมาเป็นกำไร โดยในปี 2559 ก็น่าจะส่งผลให้มีการจ่ายเงินปันผลได้ ตามนโยบายจะจ่ายเงินปันผลในอัตรา 40% ของกำไรสุทธิ
“ปี 58 คาดหวังจะมีกำไร โดยไม่ขาดทุนแล้ว ก็จะจ่ายปันผล หลังจากการลงทุนได้ผ่านพ้นไป ประกอบกับขายหนังสือ 2 เครือ ทำให้มีเงินทุน แต่ปีนี้จะพยายามนำธุรกิจเดิมมาช่วยธุรกิจใหม่ ซึ่งจะเน้นในแซทเทิลไลท์ทีวี และดิจิตอลทีวี สิ้น 2557 จะคุ้มทุน ในปี 58 กลับมามีกำไร โดยน่าจะมีมาร์จิ้นสูงขึ้น ซึ่งบริษัทจะมีกำไรประมาณ 1,000 ล้านบาท ถ้าการลงทุนหลักๆ จบ”
สำหรับบริษัทได้แบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ธุรกิจเดิมที่ทำมา 30 ปี คือ ธุรกิจเพลง ดิจิทัล สื่อ ภาพยนตร์ ธุรกิจจัดกิจกรรมทางการตลาด และเบิร์ดแลนด์ แอมิเนชั่น อย่างธุรกิจเพลง มีมาร์เก็ตแชร์ในท้องตลาดถึง 80% ส่วนธุรกิจอีเวนต์ ได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทอีเวนต์อันดับที่ 7 จากบริษัทชั้นนำของโลก ด้านธุรกิจภาพยนตร์ ล่าสุดเรื่อง "พี่มาก พระโขนง" ก็ฉลอง รายได้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจสื่อถือว่าสำคัญที่สุด
ส่วนธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม แบ่งเป็น แพลตฟอร์ม เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้คอนเทนต์ได้รับการดูแล ตอนนี้ขยายฐาน โดยขายกล่อง GMM Z ได้พอสมควร เพื่อขยายแพลตฟอร์ม ซึ่งรายได้ของกล่องไม่ใช่เป้าหมาย ส่วนธุรกิจเพย์ทีวี ในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มต้น มีอยู่กว่า 10% ทั้งที่จริงควรจะไปถึง 80-90% และการริเริ่มของเพลย์ทีวีเมืองไทยเริ่มในระดับไฮเอนด์ แต่บริษัทจะทำคือ เพย์ทีวีในราคาที่ถูก ประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง โดยร่วมกับบริษัท ซีเจ กรุ๊ป บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี ประมาณการว่า 4 ปีจะคุ้มทุน แต่ตอนนี้มั่นใจ 3 ปี อาจจะคุ้มทุน จากการได้ดำเนินไปเกือบปี จึงเหลือ 2 ปี น่าจะคุ้มทุนได้ จัดว่ามีโอกาสในการเติบโตสูง ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ และกำไรได้ดี
“คอนเทนต์เพย์ทีวี เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แม้ว่าจะต้องซื้อจากต่างประเทศบางส่วน เหมือนกับเพลงไทย คอนเทนต์ไทยน่าจะมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งกับคอนเทนต์ต่างประเทศ ทางบริษัทได้เริ่มเก็บเงินค่าบริการเพย์ทีวี ตั้งแต่เดือนมี.ค.-เม.ย. โดยมีฐานลูกค้าประมาณ 7-8 หมื่นราย เนื่องจากแคมเปญยังไม่ได้โฆษณา ซึ่งเราจะเริ่มโฆษณาเดือนหน้า ลูกค้าที่คำนวนรวมกับฟ็อกซ์ฯ น่าจะส่งผลให้มีฐานลูกค้า 5-6 แสนราย จากคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ขณะที่คู่แข่งในตลาด ก็มีเพียงทรู CTH และเคเบิลทีวีท้องถิ่น”
นอกจากนี้ บริษัทกำลังจะดำเนินการในส่วนของธุรกิจดิจิตอลทีวี 3 ช่อง โดยเอาคอนเทนต์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งน่าจะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทมากขึ้น โดยน่าจะทำกำไรได้ถึงระดับ 30% จึงได้เน้นหนักในเรื่องของธุรกิจใหม่เป็นอย่างยิ่ง
สำหรับดิจิตอลทีวี เตรียมจะประมูลในช่วงปลายปีนี้ จำนวน3 ช่อง คือ ช่องเด็กที่ตอนนี้บริษัทมีหุ้นส่วนแล้ว โดยการถือหุ้น 50% ส่วนช่องคุณภาพสูง (HD) ทางบริษัทมีผู้ผลิตในเครือของบริษัท 7-8 ทีม และช่องวาไรตี้ซึ่งมีหุ้นส่วน 1 ราย โดยตั้งงบลงทุนไว้ 4,000 ล้านบาท
“ธุรกิจใหม่ซึ่งจะอยู่ในช่วงของการลงทุน โดยคอนเทนต์เป็นการสร้างฐาน ในปีนี้จึงยังจะมีการลงทุนที่เยอะ แต่พยายามที่จะหาวิธีสร้างฐานให้สำเร็จ โดยหากสร้างธุรกิจใหม่จากดิจิตอลทีวี แซทเทิลไลท์ทีวีได้ ก็จะมีความแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพทางธุรกิจ มีความมั่นคง และผลกำไรน่าจะดี มากกว่าเดิม 2-3 เท่าตัว ส่วนรายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้ ซึ่งใน 3 ปีน่าจะมีกำไรจากแซทเทิลไลท์ทีวี GMM Z และดิจิตอล ทีวี เรามีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของทีวีเจ้าของช่อง เราคือบริษัทเดียวที่มีครบถ้วนทุกอย่าง”ดูเพิ่มเติม
ในช่วงเวลา 30 วัน ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นและอีกครึ่งหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเคยไปประเทศญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง การเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองครั้งนี้ จึงเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่เที่ยวชมเมืองขนาดเล็ก และเมืองรอง ก่อนที่จะมาแวะเที่ยวเมืองใหญ่อย่างเมืองโอซาก้าก่อนเดินทางกลับ
นอก จากได้รับความสนุกสนานในการเที่ยวชมสถานที่สวยงามและรับประทานอาหารอร่อยที่ ญี่ปุ่นแล้ว ครั้งนี้มีความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะเรื่อง “อำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น” ทั้ง นี้เพราะเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าและเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นนั่นเอง ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยมีค่าครองชีพแพงกว่าไทยมากและต้องคิดอย่างรอบคอบยาม ต้องใช้จ่ายหรือซื้อสินค้า แต่ความรู้สึกดังกล่าวเปลี่ยนไปมาก เพราะสินค้าและอาหารที่คุณภาพใกล้เคียงกันนั้นได้ลดช่องว่างความห่างด้าน ราคาลง ทั้งนี้นอกจากเรื่องค่าเงินแล้ว อาจเป็นเพราะค่าครองชีพและเงินเฟ้อของไทยปรับตัวสูงขึ้นมากตลอดหลายปีที่ ผ่านมา การช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นที่เคยเป็นเรื่อง “ผิดที่ผิดเวลา”จึงกลายเป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้” สำหรับนักช้อปไทยในปัจจุบัน
ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นและสภาพบ้านเมืองในหลายเมืองเล็กนั้นค่อนข้างเรียบ ง่าย สงบ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา แม้ยังพบเห็นสิ่งบ่งบอกว่าเคยเป็นย่านพลุกพล่านในอดีต คนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนขึ้นไป สนับสนุนข้อเท็จจริงของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ Aging Population) ส่วน ย่านชุมชนเมืองรอง ย่านธุรกิจและเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ยังหนาแน่นเต็มไปด้วยคนวัยทำงาน หนุ่มสาว วัยรุ่น และนักเรียนตามแนวโน้มใหญ่ของสังคมคนเมือง Urbanization) เช่นกัน ประเทศไทยนั้นมีส่วนคล้ายกับญี่ปุ่นอยู่ในหลายมิติ ความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับเราในอนาคตอีก 10-30 ปีก็เป็นได้
ส่วน การใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปและสัมผัสได้ถึงบ้านเมืองและผู้คนที่มีชีวิต ชีวามากกว่า ผมขอเรียกสิ่งที่สังเกตเห็นว่า “สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง” อาทิเช่น สนามบินทั้ง ภายในและต่างประเทศที่แน่นขนัด เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยแม้เป็นช่วงก่อนและหลังวันหยุดสงกรานต์พอ สมควร เรายังสังเกตอย่างง่ายได้จาก ความยากในการจองตั๋วเครื่องบิน เงินต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนขาดแคลน พบนักท่องเที่ยวไทยในต่างแดนและต่างจังหวัดจำนวนมาก หรือการอัพเดทรูปที่ตนท่องเที่ยวในโซเชียลมีเดีย นี่คือสัญญาณที่บอกถึงอำนาจซื้อของคนไทยที่มากขึ้น
ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ มีผู้ใช้บริการจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ที่จอดรถแน่นขนัด ใช้เวลาหาที่จอดนานมากขึ้น การรอคิวยาวเพื่อใช้บริการร้านอาหาร คิวเพื่อชมภาพยนตร์รอบถัดไป แม้อาจเป็นเพราะต้องการหลบอากาศร้อน แต่คนส่วนใหญ่มักต้องจับจ่ายและใช้เงินเมื่อเข้าไปใช้บริการเช่นกัน นี่คือสัญญาณอีกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยพร้อมที่จะจับจ่ายเพิ่มขึ้นแม้ ราคาสินค้าและค่าบริการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
สภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ แม้ มีการปรับราคาขายขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะต้นทุนราคาที่ดิน วัสดุก่อสร้าง ค่าแรงและค่าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เกือบทุกโครงการมียอดจองสูงมากแม้ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้าง ทำให้เกิดคำถามถึงความต้องการที่แท้จริงและความกังวลต่อภาวะฟองสบู่ อสังหาริมทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอดการจองซื้อที่สูงมากนั้นคือสัญญาณที่ผู้ซื้อมั่นใจต่อศักยภาพของตน นอกจากนี้ ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นมากส่งผลต่อ ปัญหาจราจร ที่จอดรถ การเติมน้ำมัน แม้มีการทิ้งเงินจองจากนโยบายรถคันแรกบ้าง แต่ผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ก็พร้อมที่รับภาระเพื่อแลกกับความสะดวกสบายที่เพิ่ม ขึ้น
ข่าวธุรกิจและการลงทุนโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ การเข้าซื้อกิจการทั้งในและต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจไทย การขยายตัวของเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไปยังต่างจังหวัด การขยายสาขาอย่างรวดเร็วของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ล้วนเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมากในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงาน กำลังซื้อ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนศักยภาพในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย
นั่นคือข้อสังเกตส่วนหนึ่งที่พบเห็น หน้าที่ของเราคนไทยทุกคนคือ ต้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในชาติต่อไป
... more
Mega Trend 1 : 3G
- เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G
- ขายสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต
- mobile banking
- ค้าปลีก e-Commerce
- เว็บธุรกรรมออนไลน์
- โซเชียลมีเดีย & เกมออนไลน์
หุ้นที่เกี่ยวข้อง ADVANC, DTAC, TRUE, JMART
Mega Trend 2 : TV Digital
- เจ้าของสถานีโทรทัศน์
- ผลิตรายการ
- โฆษณาทางทีวี
- ติดตั้งอุปกรณ์การออกอากาศ/รับสัญญาณทีวีดิจิตอล
หุ้นที่เกี่ยวข้อง GRAMMY, RS, WORK INTUCH, SAMART ข้อพิจารณาสำหรับกลุ่มนี้
- ทีวีดิจิตอลต้นทุนสูงกว่าทีวีดาวเทียม (หลักพันล้าน .vs. หลักร้อยล้าน)
- ค่าโฆษณาทีวีดาวเทียมต่ำกว่าฟรีทีวี แต่ต้นทุนการผลิตรายการเท่ากัน
- จำนวนช่องมาก >> เม็ดเงินโฆษณากระจายตัวไปตามแต่ละช่อง
- จำนวนช่องมาก >> content สำคัญ
- วัดเรตติ้งได้แม่นยำขึ้น
Mega Trend 3 : AEC
- ท่องเที่ยว
- ก่อสร้าง
- บริการขนส่งสินค้า & คน
- การบิน
- อสังหาฯ
หุ้นที่เกี่ยวข้อง SCC, SCCC, ERW, CENTEL, MINT
- การก่อสร้างระบบขนส่ง & เส้นทางคมนาคม
- แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน >> hit labor intensive industries
- ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูก
- การท่องเที่ยวบูม (หนึ่งวีซ่าสิบประเทศ)
Mega Trend 4 : สังคมผู้สูงอายุ
- โรงพยาบาลรายใหญ่
- ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต
- ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ-อาหารเสริม
- ก่อสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ
- สถานพยาบาล&บ้านพักคนชรา
หุ้นที่เกี่ยวข้อง BGH, BH, BCH
- ความต้องการสถานพยาบาล&บุคลากรจะเพิ่มขึ้นมากจนขาดแคลนได้
Mega Trend 5 : สังคมเมือง
- ค้าปลีก
- ก่อสร้าง
- ขนส่ง
- อสังหา
หุ้นที่เกี่ยวข้อง ROBINS, CPN, BIGC, CPALL, MAKRO, HMPRO, ITD, CK, STECON, PS, LH, SPALI, LPN, SCC, SCCC
- ค้าปลีกขยายไปตามหัวเมืองชั้นหนึ่ง/ชั้นสอง
- การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมหัวเมืองต่างๆ
Mega Trend 6 : Gen Y
- สินค้า/บริการที่อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
- ขายสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต
- เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G
- เครื่องสำอาง/เสริมความงาม
- สุขภาพ เช่น ลดความอ้วน อาหารเสริม
หุ้นที่เกี่ยวข้อง ADVANC, DTAC, TRUE, JMART, KAMART, BEAUTY, CPF,BIGC, CPALL, MAKRO, HMPRO, GLOBAL
Mega Trend 7 : ภาวะโลกร้อน
- ประกันภัย ประกันชีวิต
- พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- อสังหาบนพื้นที่ที่อยู่พ้นน้ำ
- ก่อสร้าง
- น้ำสะอาด
- อาหาร
อ้างอิงจากหนังสือ รวยหุ้นกับ 7 เมกะเทรนด์ ของดร. วีรพงษ์ ที่จริงแล้วมีหลายๆ แนวคิดที่บอกเรื่องราวของ New Mega Trends แนว โน้มใหญ่ในโลกใหม่ ไว้วันหลังจะนำเสนอมาให้อ่านครับ ผมว่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่จะทำให้ท่านคัดกรองหุ้นให้ได้ตามกระแสของโลกที่ เปลี่ยนแปลงไป
มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง
มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน
มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร
มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้
แต่ละมาตรการ ตัวผมมีมุมมองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็ตามนี้นะครับ
- มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง
ข้อเสีย
วิธีการนี้ จะเหมือนกับ Capital Control 30% สมัย ดร.ธาริสา ตอน 18
ธันวา ปี 49 ซึ่งตอนนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
และความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ
และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ นลท.ต่างชาติ
ข้อดี
การกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ไม่ให้ต่างชาติถือระยะสั้นเกินไป น่าจะขจัดการเก็งกำไร พวกเงิน Hot Money ได้ระดับหนึ่ง
แต่ มาตรการ QE ทั่วโลก ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ
จะยังมีไปเรื่อยๆ คาดว่า ต่างชาติจะไม่นำเงินออกในระยะเวลาใกล้ๆนี้อยุ่แล้ว
- มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน
ข้อเสีย
จากข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี
แสดงให้เห็นว่า มีสัดส่วนเพียงแค่ 15-20% ของการเข้ามาลงทุนทั้งหมด
(ข้อมูลจาก Thaibma.or.th) ดังนั้น ผลต่อการทำให้เงินบาทหยุดแข็งค่า
อาจไม่ชัดเจน
ข้อดี
เป็นมาตรการที่ถือว่าเบา และมีผลกระทบต่อภาคอื่นของตลาดทุนในวงจำกัด
แบงค์ชาติสามารถเริ่มใช้มาตรการนี้ก่อน
เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทอีกที
- มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร
ข้อเสีย
ถ้าการที่บาทแข็ง
ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการเข้ามาลงทุนจริงใน Real Sector จะมีผลต่อภาคเอกชน
และการลงทุนในระยะยาวให้ต่างชาติชะลอการลงทุนเช่นกัน
ไม่เป็นผลดีต่อเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวแน่นอน
ข้อดี
จะทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนต่างของค่าเงินเข้ามา
เกี่ยวข้องมาก และนักลงทุนก็จะมาลงทุนด้วยดอกเบี้ย
หรือผลตอบแทนที่สูงกว่าประเทศอื่นจริงๆ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน
จะเป็นไปตามกลไกตลาดจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร (บนพื้นฐานที่ว่า
เงินที่เข้ามาในช่วงนี้ มีการเก้งกำไรจริงๆนะ)
- มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้
ข้อเสีย
การเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เขาย่อมคำนึงถึงกำไรในสองขา
คือ ค่าเงิน และผลตอบแทนจากตราสารหนี้
เมื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้เป็น 0
ก็จะลดความน่าสนใจในการลงทุนทันที
หากไม่ระบุระยะเวลาที่ต้องป้องกันค่าเงินลงไป จะยิ่งทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน
ข้อดี
ยังมองไม่เห็นครับ เพราะต่างชาติก็จะไปมองว่า ประเทศไหนที่เขาไปลงทุน
แล้วได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่ง คือ ค่าเงิน และ Capital Gain จากตราสารหนี้
เขาก็เลือกไปลงทุนที่นั้น และดีไม่ดี ขนเงินที่มาลงทุนอยู่ออกไปด้วย
กลายเป็นซวยเหมือน Capital Control หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ
จากทั้ง 4 มาตรการ หากสังเกตุ จะเห็นว่า แบงก์ชาติพุ่งการดูแลค่าเงินบาทไปที่ “ตลาดตราสารหนี้” เพียงแห่งเดียว นั้นเป็นเพราะ เงินมันไหลเข้าตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่นั้นเองนะครับ ซึ่งสิ่งที่น่าจะเห็นตามมามาตรการเหล่านี้ (ถ้าประกาศใช้จริง) ก็คือ เงินไหลมาตลาดทุนแทนหรือเปล่า? เพราะไม่ได้มีกฏหรือข้อบังคับใดๆมาห้ามปรามเลย
แต่ผ่านเดือน พ.ค. ไปไม่กี่วันทำการ เราก็เห็น Action จากต่างประเทศที่ยิ่งกดดันแบงค์ชาติหนักขึ้นไปอีก
2 พ.ค. ECB ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.50% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์
3 พ.ค. อินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เหลือ 7.25% ถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ เหตุผล การเติบโตชะลอตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง
7 พ.ค. ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ให้เหตุผล ต้องการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแรงกัดดันจากเงินเฟ้อก็ลดลง
9 พ.ค. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.5% เหตุผลคือ
ค่าเงินวอนแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ทำให้เกาหลีใต้
สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับญี่ปุ่นไปบางส่วน
แต่การลดดอกเบี้ย ก็มาพร้อมกับ แผนอัดฉีดเงินด้วยวงเงินประมาณ $15 Billion เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการจ้างงานใน SME
ธนาคารกลางหลายๆแห่ง พร้อมใจกันลดดอกเบี้ยแบบนี้ เป็นข้ออ้างชั้นดีให้แก่กระทรวงการคลังเลยครับ จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้สนุกดี ตามไปดูกันต่อ ไม่เกินเดือน พ.ค. นี้ เราจะรู้กันว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร
ช่วงสงกรานต์ผมได้ไปท่องเที่ยวสาธารณรัฐเชคโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุง ปร้ากที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ และเช่นเคย นอกจากความบันเทิงหย่อนใจแล้ว ผมก็มักจะ “วิเคราะห์” ถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นไป สถานะปัจจุบัน และคิดไปถึงอนาคตว่าประเทศหรือดินแดนที่ผมกำลังเดินอยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ต่อไป แต่มันคงไม่มีความหมายมากนักหากผมจะไม่โยงมาว่าข้อมูลที่ผมได้จากการ ศึกษาเมืองปร้ากนั้นมันมีความหมายอะไรกับเมืองไทย ลองมาดูกัน

ข้อแรกที่ผมเห็นก็คือ กรุงปร้ากนั้นดูเหมือนจะยังเป็นเมือง “โบราณ” เพราะอาคารบ้านเรือนและร้านค้าต่าง ๆ นั้นส่วนใหญ่มากเป็นตึกเก่าที่อาจจะสร้างมาแล้วหลายร้อยปี หรือบางแห่งอาจจะเป็นพันปี ตึกเหล่านี้มีความสวยงามเต็มไปด้วยศิลปะแต่ที่สำคัญยังใช้งานอยู่ใน ปัจจุบัน และก็แน่นอนว่าทุกอย่างภายในอาคารนั้นมีการปรับปรุงและใส่เครื่องมือและ อุปกรณ์ของโลกสมัยใหม่ที่ทำให้มันทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการอยู่อาศัยและ ทำงานในโลกสมัยใหม่ ข้อนี้ถ้าจะพูดไปก็มีความละม้ายคล้ายกับเมืองหลวงของหลายประเทศในยุโรปที่มี การอนุรักษ์อาคารและของเก่า ๆ ไว้ ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญก็คือ ทำให้เมืองสวยและน่าท่องเที่ยว ความแตกต่างของกรุงปร้ากเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในยุโรปก็คือ ปร้ากนั้นแทบไม่มีตึกสูงเลย และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็ไม่แออัด นี่ทำให้ปร้ากนั้นเป็นเมือง “สบาย ๆ” ที่ดูผ่อนคลาย เมืองอาจจะไม่มีอะไรที่ “ยิ่งใหญ่” ระดับโลก แต่มันก็มีทุกอย่างครบ ไล่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของโบฮีเมียนไปจนถึงการแสดงละครเวทีและโอ เปร่าชั้นนำไปถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่มากมายและสถานที่ช็อปปิงของที่ระลึกที่ สวยงามน่าสนใจ และนี่ทำให้การท่องเที่ยวน่าจะเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของเชค
สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอย่างหนึ่งเมื่อเดินตามสถานที่ท่องเที่ยวของปร้ากก็คือ ร้านนวดแบบไทยซึ่งเสนอการนวดทุกประเภทเช่น นวดแผนโบราณ นวดน้ำมันหรือนวดฝ่าเท้า โดยพนักงานที่ผมดูแล้วก็น่าจะเป็นคนไทยที่เดินทางไปจากเมืองไทยเป็นส่วน ใหญ่ ราคาค่านวดนั้นถ้าใช้มาตรฐานของฝรั่งแล้วก็ถือว่าไม่แพง ราคาเริ่มต้นอาจจะ 300-400 บาทไทย ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก เพียงแต่เวลาอาจจะสั้นกว่า สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งนั้นไม่ใช่ว่าเจอร้านนวดไทย แต่ผมทึ่งเพราะมันมีค่อนข้างมากและเห็นทั่วไปหมด ผมคิดว่าร้านนวดนั้นน่าจะเป็นเป็นธุรกิจที่ดีมากในเมืองท่องเที่ยวในแถบ ประเทศยุโรปที่มีอากาศหนาวเย็นที่คนเดินเที่ยวกันมากและจะรู้สึกเมื่อยอยาก พักนวด การที่มีร้านนวดแบบไทยที่นักท่องเที่ยว “ทั่วโลก” เห็นและคุ้นเคยนั้น ผมคิดว่าเป็น “ทรัพย์สิน” ที่ประเทศไทยควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมมองไปว่าธุรกิจการนวดนั้นเราน่าจะทำให้มันเป็น “ธุรกิจใหญ่” ที่ไทยสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพในประเทศและสามารถส่งออกได้ทั่วโลกตาม เมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ผมเองยัง “ฝัน”ว่าน่าจะมีบริษัทที่มุ่งมั่นทำร้านนวดไทยให้เติบโตและสามารถนำเข้ามาจด ทะเบียนในตลาดหุ้นที่ผมจะซื้อหุ้นลงทุนได้ด้วย
ข้อสังเกตเรื่องที่สองที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งก็คือ ผมได้มีโอกาสใช้บริการคนขับรถของสถานทูตไทยในกรุงปร้าก เขาเป็นคนหนุ่มอายุน่าจะซัก 30 เศษ ๆ ที่หน้าตาดีและการศึกษาก็น่าจะดีด้วย ผมไม่รู้ว่ารายได้เขาเป็นอย่างไร แต่ก็คงเดือนละหลายหมื่นบาทตามอัตราค่าแรงของคนขับรถในประเทศที่ “เจริญแล้ว” อย่างเชค ผมทึ่งเพราะเขาสามารถพูดได้หลายภาษาซึ่งแน่นอนรวมถึงภาษาอังกฤษที่พูดได้ คล่องแคล่ว สามารถอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยวหรืองานอื่น ๆ ที่ “นาย” จะใช้ เช่น จองตั๋วดูคอนเสิร์ต แนะนำและพาไปแหล่งท่องเที่ยวหรือร้านอาหารที่น่าสนใจได้ ว่าที่จริงเขาคงทำได้อีกหลาย ๆ อย่างรวมถึงการ “รับแขก” การแต่งตัวของเขานั้นดูดีเท่า ๆ กับหรือดีกว่าเราที่เป็นแขกซะอีก เมื่อได้คุยกันเขาบอกว่าเขาชอบเมืองไทยมากและมาพักผ่อนที่ประเทศไทยทุกปี ปีละครั้งโดยการเก็บเงินจากรายได้พิเศษเช่นค่าโอทีจากการขับรถ เป็นต้น และนี่คือสิ่งที่ผม “ทึ่ง” ที่ว่าพนักงานขับรถของสถานทูตไทยในเชคนั้น สามารถเที่ยวเมืองไทยได้ทุกปี แต่พนักงานขับรถสถานทูตเชคในไทยนั้น ผมเชื่อว่าไม่สามารถไปเที่ยวเชคได้ อย่าว่าแต่ทุกปีเลย
ประเด็นก็คือ ถ้าเราเชื่อว่างานอย่างเดียวกันน่าจะมีคุณค่าเท่ากันหรือใกล้เคียงกันไม่ว่า จะอยู่ในประเทศไหน พนักงานขับรถไทยก็น่าจะสามารถไปเที่ยวต่างประเทศไกล ๆ ได้ซักปีละครั้งตามพนักงานขับรถเชค แต่นี่ไม่ใช่ ดังนั้น อาจจะแปลว่า คนขับรถเชคมีหรือได้รับคุณค่าสูงเกินไป หรือถ้าจะพูดแบบนักลงทุนก็เรียกว่า Over Valued หรือไม่ก็คนขับรถไทยได้รับคุณค่าหรือเงินรายได้น้อยเกินไป หรือถ้าพูดแบบหุ้นก็คือ Under Valued แต่ก็อาจจะมีคนเถียงว่า “คุณภาพ” ของคนขับรถเชคนั้นสูงกว่าคนขับรถไทยมากเนื่องจากเหตุผลข้างต้นที่บอกว่าคน ขับรถเชคนั้นสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้เหนือกว่าคนขับรถไทยมาก ดังนั้น “ราคา” ของคนขับรถเชคนั้นสมเหตุผลแล้วเช่นเดียวกับคนขับรถไทยที่ทำงานอย่างอื่นไม่ ค่อยได้นอกจากขับรถ
ในความรู้สึกของผมที่ต้องวิ่งหาคนขับรถที่บ้านในเมืองไทยอยู่เรื่อย ๆ
เพราะคนขับรถมักจะไม่อยู่นานเพราะเขาอยากไปขับแทกซี่หรือหางานอื่นทำ
แต่ในเวลาเดียวกัน คนขับรถที่เชคนั้น เมื่อได้งานแล้วก็มักจะต้อง
“เกาะไว้ให้แน่น”
เพราะงานแบบนี้อาจจะหายากโดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำลงเรื่อย ๆ
ผมคิดว่า มองโดยเปรียบเทียบแล้ว คนขับรถเชคน่าจะ Over Value
กว่าคนขับรถไทย และถ้าเป็นหุ้น เราก็คงต้อง Switch
หรือขายหุ้นคนขับรถเชคและมาซื้อหุ้นคนขับรถไทย เพราะในที่สุดแล้ว
ทุกอย่างก็ต้องวิ่งไปสู่ “พื้นฐาน” ความหมายก็คือ ในอนาคต
คนขับรถเชคก็อาจจะมาเที่ยวเมืองไทยได้น้อยลง อาจจะ 2 ปีครั้ง
ในขณะที่คนขับรถไทยอาจจะไปเที่ยวเชคได้ 3 ปีต่อครั้ง
ที่ผมยกเรื่องคนขับรถมาพูดนั้น เพื่อที่จะนำไปสู่ภาพใหญ่ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร มันก็น่าจะมีความสัมพันธ์คล้าย ๆ กันนั่นคือคนเชคก็อาจจะบริโภคได้น้อยลงเมื่อเทียบกับคนไทย ถ้ามองจากตัวเลขก็คือ เศรษฐกิจเชคจะโตช้ากว่าเศรษฐกิจไทยไปเรื่อย ๆ ในระยะเวลาหนึ่ง หรือไม่ก็ค่าเงินของเชคอาจจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเงินบาททำให้คนเชคมา เที่ยวเมืองไทยได้น้อยลงในขณะที่คนไทยไปเที่ยวเชคได้มากขึ้น และสุดท้ายก็คือ ประเทศไทยก็อาจจะกลายเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” ใกล้เคียงกับเชคโดยที่รายได้หลักของไทยอาจจะมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลายรวม ถึงการท่องเที่ยวและมีชื่อเสียงในด้านของการเป็นประเทศที่ให้บริการ “นวด” ที่โดดเด่นคล้าย ๆ กับอิตาลีที่มีเรื่องของแฟชั่นหรือฝรั่งเศสที่มีไวน์เป็นสินค้าที่โดดเด่น ในขณะที่เชคเองก็ยังคงโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบางอย่างเช่น เรื่องของ นาโนเทคโนโลยีหรือการแพทย์บางด้าน เป็นต้น
สุดท้ายที่ผมไม่ใคร่ได้เห็นในกรุงปร้ากก็คือ เรื่องของข่าวและความเคลื่อนไหวของธุรกิจและตลาดหุ้น ตามร้านหนังสือซึ่งผมมักจะต้องแวะเยี่ยมเยือนทุกเมืองที่ไปนั้น หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจและหุ้นดูเหมือนจะมีน้อย ซึ่งนี่แตกต่างจากกรุงเทพที่เรามีหนังสือหุ้นออกใหม่หรือแม้แต่เก่าที่ได้ รับความนิยมสูง หรือแม้แต่ประเทศในเอเซียอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ผมไปก็มักจะพบว่าชั้น ที่เกี่ยวกับธุรกิจและหุ้นจะมีหนังสือดังอยู่พอสมควร และนี่ทำให้ผมสรุปว่า เมืองไทยเรานั้น ยังเป็นประเทศที่กำลังเติบโตคึกคักและยังน่าจะโตต่อไปพอสมควรและนี่ก็เอื้อ อำนวยต่อการลงทุนโดยเฉพาะของชาว VI ทั้งหลาย
ถ้าติดตามข่าวเศรษฐกิจช่วงนี้ จะเห็นความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ เพราะราคาสินทรัพย์หลายชนิดได้เพิ่มขึ้นเร็วมาก
ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้น ราคาที่ดิน การเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ทำให้คนสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น แต่สนใจแบบกลัวๆ กล้าๆ เพราะถ้าเข้าไปในสภาวะฟองสบู่ อาจเจ็บตัวได้
... more
ดีลระดับชาติอย่าง CPALL กับ MAKRO ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก...วีคิดขอนำสรุปสาระสำคัญจากงานประชุมผู้ถือหุ้น CPALL เมื่อวานนี้ มาให้อ่านน่ะครับ..
ขอบคุณคุณ tlss จาก thaivi.org สำหรับเลกเชอร์ละเอียดๆแบบนี้ครับ -/\-
สรุปประชุมผู้ถือหุ้น CPALL 25/4/56
1.รายได้ปี 2555 เติบโตประมาณ 22% กำไรเติบโตประมาณ 37% ค่าใช้จ่ายเติบโต 21.8% ต่ำกว่ากำไร , การเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีสาขารวม 6,822 สาขา , กทม: ต่างจังหวัด = 47 : 53, ร้านบริษัท:แฟรนไชส์ = 44 : 56, ทำเลปกติ : ปั๊มน้ำมัน = 86:14 , ปีที่แล้วเปิด 546 สาขา, วงจรเงินสด -51 วัน (ดี), เงินสด 23ม085 ล้านบาท, ROA 17.3% ROE 45.7%
2. ประเด็น Makro มีความเป็นมาอย่างไร
25 ปีที่แล้ว คุณธนินท์ชักชวน SHV ตั้ง Makro ในไทย มีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ระหว่าง CP และ SHV ก็เป็นไปด้วยดี คุณธนินท์บอกทางว่าถ้า SHV จะขายเมื่อไหร่ให้บอก ต่อมา SHV มีนโยบายจะไม่ทำค้าปลีกแล้ว จึงแจ้งทาง CP คุณธนินท์พิจารณาแล้วว่า Makro มีจุดเด่นเรื่องค้าส่ง Cpall มีจุดเด่นเรื่องค้าปลีก ถ้า 2 แห่งรวมกันจะเกิดพลังร่วม จึงตัดสินใจซื้อ
3. ปัจจัยที่อาจสงผลให้ดีลนี้ไม่สำเร็จ
ผู้ถือหุ้นลงคะแนนเห็นด้วยน้อยกว่า 75% ในการประชุมวิสามัญครั้งต่อไป
4. Cpall จะจ่ายปันผลได้เหมือนเดิมหรือไม่
ก่อนอื่นขอย้ำว่า ไม่มีการเพิ่มทุน เงินกู้ธนาคารเพียงพอ การจ่ายปันผลในอนาคตจะไม่น้อยกว่าเดิมและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของทั้ง 2 บริษัท
5. ดีลนี้มีข่าวรั่วหรือไม่
ขอรับรองว่า คณะผู้บริหารไม่มีใครทำข่าวรั่ว ส่วนคุณกอบศักดิ์ท่านก็มีหุ้นอยู่ ถ้าราคาหุ้นลงท่านก็เสียหายเช่นกัน
6. กู้เงินประมาณ 180,000 ล้าน จะใช้หนี้อย่างไร กี่ปีจะใช้หนี้หมด
กำไร Makro ประมาณ 3,000-4,000 ล้าน และยังเติบโตต่อเนื่อง สามารถ cover ดอกเบี้ย ส่วนใช้เวลากี่ปีคุณธนินท์บอกว่า จะใช้เวลาให้เร็วที่สุด
7. Cpall มีแผนงานอย่างไร จะมีการตั้งกองทุนอสังหาหรือไม่
- Cpall จะสนับสนุนให้ Makro เติบโตอย่างรวดเร็ว คุ้มค่าที่ซื้อ
- สนับสนุนเรื่องคน มีสถาบันการศึกษา ผลิตคน ปวช ป.ตรี โท กว่า 20,000 อัตรา
- Makro สามารถขยายไปต่างประเทศทั่วเอเชีย (ยกเว้นอินเดีย) จะเริ่ม 10 ประเทศ AEC ก่อน และสนับสนุน- สินค้าไทย SME OTOP
- การใช้ประโยชน์จาก DC ร่วมกัน
- กองทุนอสังหา ยังไม่ขอตอบ
8. ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ประโยชน์อย่างไรกับดีลนี้
ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์แน่นอน ระยะ 2-3 ปี จะเติบโตมากกว่านี้ เราซื้อของดี กำลังอยู่ในระยะเติบโต ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์แน่นอน
9. ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น Cpall จะดำเนินการอย่างไร
ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกมาก ถ้าอยู่ที่ระดับ 3-4 % เรารับมือได้
10. ความเสี่ยงของการซื้อ Makro
คุณธนินท์มองด้านบวก แทบไม่เห็นความเสี่ยง ในอนาคตไทยเติบโตอย่างมาก เราศึกษามาอย่างรอบคอบ ถ้าเสี่ยง CP จะเสี่ยงมากกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยอีก แต่ให้มั่นใจว่า ปันผลจะไม่น้อยลง และจะเพิ่มขึ้น
11. มุมมองคุณธนินท์
ค้าปลีกแบ่งเป็น 4 แบบ 1.ห้าง มอลล์ 2.Hypermarket 3.สะดวกซื้อ 4. ค้าส่ง
ในเครือ CP ทีมงาน Cpall เยี่ยมที่สุด ใน SHV หากเทียบ อเมริกา ยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย (ในเอเชียส่วนใหญ่ขายหมดแล้ว) ทีมงาน Makro เมืองไทย เยี่ยมที่สุด SHV เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในฮอลแลนด์ ทำธุรกิจพลังงาน ทยอยขาย Makro ในประเทศอื่นๆ เหลือไทยเป็นแห่งสุดท้าย (เพราะทีมงานดี)
Makro ถือว่าเป็นลูก CP+SHV แต่ CP มีความจำเป็นต้องขายเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ เราฝากให้ SHV ดูแลลูกเราจนเติบโต จนถึงวันนี้ Makro พร้อมที่สุด เศรษฐกิจไทยพร้อม อยากขยายต่างประเทศก็ทำได้ เราจะใช้ Makro ทำแฟรนไชส์ ต่างประเทศ ยังไม่ต้องพูดเรื่องที่ดิน
เฉพาะ Makro อีก 2 ปี PE จะเหลือ 20 กว่าเท่า ในไทยมีร้านโชว์ห่วยกว่า 600,000 ร้าน ซึ่งคือฐานลูกค้า Makro ซึ่งพวกนี้โตมาจะกลายเป็น Supermarket
อีกกลุ่มคือ ร้านอาหาร โรงแรม ตั้งแต่ แม่ค้าข้าวแกง ภัตตาคาร พวกนี้ซื้อของ Makro ซื้อทีละมากๆ Makro มีพร้อมหมด วัตถุดิบ ชุด โต๊ะ เก้าอี้ CP มีพลังของสถาบันการศึกษาและความชำนาญ เราจะสนับสนุนให้ร้านอาหารเหล่านี้ ผลิตอาหารดี อร่อย มีคุณภาพ
Makro จะเติบโตประมาณ 30% คนนอกมองว่าซื้อแพง แต่จริงๆ ถูก
เปรียบเสมือน เราซื้อ เครื่องพิมพ์ธนบัตรเยอรมัน ผลิตได้เยอะ เร็ว เครื่องไม่เสีย
ถ้าดีลนี้ไม่ดีธนาคารคงไม่สนับสนุนเรา Cpall ได้ดอกเบี้ยถูกที่สุด และเป็นดีลคนไทยซื้อกิจการต่างประเทศ เราคนไทยควรภูมิใจ
เก็บตก รุมหลังงาน
1. ดร.นิเวศน์ ให้ความเห็นว่า การซื้อ Makro ค่อนข้างคุ้มค่า Cpall ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ใช้เงินกู้ กำไรและกระแสเงินสดของ Makro สามารถ cover ดอกเบี้ยเงินกู้ได้ และกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง
2. ในอนาคต market cap Cpall มีโอกาสโตมากกว่านี้มาก มีโอกาสอยู่อันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผลมาจากรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น จะใช้จ่ายมากขึ้น
3. Makro ไม่สามารถเปิดร้านสะดวกซื้อได้ เนื่องจากติดสัญญา 7-11 (ผู้บริหาร)
4. ดีลนี้ มีการประเมินอย่างรอบคอบ มีการ projection plan รายได้ กำไรอย่างรอบคอบ และคิดว่าคุ้มค่า (ผู้บริหาร)
เครดิตจากคุณ : tlss (นามแฝงจาก thaivi.org)
ในช่วงนี้ที่หุ้นดูเหมือนจะไม่ไปไหน พันธบัตรและเงินฝากก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 3-4% ต่อปีเป็นอย่างมาก ที่ดินเองก็ไม่ขยับ ความปลอดภัยของเงินก็เริ่มมีน้อยลงเพราะภายในหนึ่งปีรัฐบาลก็จะเริ่มค้ำ ประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินในแต่ละแบงค์ไม่เกิน 1 ล้านบาท เหนือสิ่งอื่นใด ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแรงอีกครั้ง แต่สิ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ ทองคำ เพราะราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็น “กระทิงดุ” ราคาขึ้นวันเดียว 1,000 บาทต่อบาททองคำ แตะ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 54 โดยที่ราคาตลาดโลกสูงถึง 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และเป็นการขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ นับได้ถึงสิบปีแล้ว การลงทุนในทองคำดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่ “ใช่เลย” สำหรับหลาย ๆ คน เหนือสิ่งอื่นใด ราคาทองคำ “ไม่มีลง” มันมีความปลอดภัยสูงมาก ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเรียกมันว่า “Safe Heaven” มันเป็นสวรรค์ในยามที่เกิดวิกฤติและโกลาหลขึ้นในโลก มาดูกันว่าเราควรลงทุนในทองคำไหม?
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผลในแง่ของ “พื้นฐาน”
มาดูสถิติผลตอบแทนของทองคำในระยะยาวที่ผ่านมาก่อน
เพราะนี่จะช่วยเตือนสติเราว่า ทองคำนั้น ไม่ได้ “เปล่งแสงวับวาว”
ตลอดเวลา
และการเข้าไปลงทุนผิดจังหวะก็อาจจะทำให้เราเสียหายรุนแรงได้เหมือนกัน
มองย้อนหลังไปถึงประมาณปี 2520 ซึ่งผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ
และเคยซื้อทองเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต
ผมจำได้ว่าทองรูปพรรณในขณะนั้นราคาบาทละน่าจะประมาณพันบาทต้น ๆ
ตีเสียว่าประมาณ 1,100 บาท ถ้าผมเก็บทองชิ้นนั้นไว้ถึงวันนี้เป็นเวลา 34
ปี เท่ากับว่าเงินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 24 เท่า นี่ดูเหมือนจะมากมโหฬาร
แต่ถ้ามาคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นแต่ละปีก็จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นเท่ากับ
ประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น
ไม่ได้หรูหรามากแต่ก็ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น
เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ หุ้น
ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน “สูงที่สุด”
การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมานั้นถ้าคิดแบบง่าย ๆ
ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็คือราคาหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาดก็คือประมาณ 100
จุดหรือร้อยบาทในปี 2520 ถ้าเราลงทุนถือมาจนถึงวันนี้ที่ดัชนีตลาดเท่ากับ
1,069 จุดก็คือราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,069 บาท หรือเพิ่มขึ้นมา 10.69 เท่า
เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 24
เท่าก็น่าจะถือว่าการลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก อย่างไรก็ตาม
การลงทุนในหุ้นนั้น แต่ละปียังมีปันผลที่มักจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4%
ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการที่ดัชนีเพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นให้ผลตอบแทน
เฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ 10% ต่อปีเหมือนกัน ดังนั้น
ข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่ผ่านมา 34 ปีก็คือ ทองกับหุ้นให้ผลตอบแทนพอ ๆ
กันที่ประมาณ 10% ต่อปี
แต่ผลตอบแทนของทองนั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอและปลอดภัยสุด ๆ
อย่างที่หลายคนอาจจะคิด ในช่วงปี 2522 ถึง 2523 นั้น
ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬารคือเพียงปีเดียวราคาขึ้นไปจากประมาณ 200
เหรียญต่อออนซ์ เป็นประมาณ 850
เหรียญอันเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นสองหลักหรือกว่า 10%
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างแรงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิวัติใน
อิหร่านและการยึดสถานทูตของสหรัฐในอิหร่าน
และการที่โซเวียตรุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน
ถ้าเราเข้าไปซื้อทองเพื่อลงทุนในปี 2523
โดยคิดว่าทองน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเนื่องจากมันปรับตัวขึ้นเร็ว
มากกว่า 300% ในปีเดียว เราก็จะพบว่าเราคิดผิดอย่างแรง
เพราะหลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายลง
ราคาทองคำก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 300 เหรียญต้น ๆ
ต่อออนซ์ในปี 2525 และหลังจากนั้น ราคาทองคำก็ไม่ค่อยได้ไปไหน
ขยับอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 450 เหรียญเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนถึงปี
2544 พูดง่าย ๆ คนที่ถือทองคำอยู่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยเป็นเวลา 20 ปี
ในขณะที่หุ้นนั้น ทุกปียังมีปันผล “ปลอบใจ”
แม้ว่าหุ้นอาจจะนิ่งหรือตกลงมา
ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำและเป็นช่วงที่ “ดึง”
ผลตอบแทนระยะยาวของทองคำให้สูงขึ้นจนน่าประทับใจก็คือช่วงทศวรรษหรือ 10
ปีที่ผ่านมานี้เอง ตั้งแต่ปี 2544 ถึง ปัจจุบัน
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา จากราคาประมาณ 271 เหรียญเป็นประมาณ
1850 เหรียญต่อออนซ์ในปัจจุบัน คิดแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 583%
หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 21.2%
ต่อปีและน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินอื่นทั้งหมด
และแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ราคาทองก็ตกลงมาเพียงประมาณ
30% น้อยกว่าตลาดหุ้นที่ตกลงมาเกือบ 50%
และหลังจากนั้นทองก็วิ่งขึ้นมาแทบจะไม่สะดุดเลยจนถึงวันนี้
ทองจะไปทางไหนต่อ มันจะยังคงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
หรือมันใกล้จะเป็นฟองสบู่ เป็นเรื่องที่คาดได้ยาก โดยทฤษฎีแล้ว
ทองนั้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเกิดเหตุหรือสภาวการณ์ใหญ่ ๆ 3
ประการด้วยกันคือ เรื่องแรก เมื่อเกิดภาวะ “วิกฤติ”
ทางการเงินหรือเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง เช่นเดียวกัน
ปัญหาทางการเมืองและสงครามก็มักจะทำให้ราคาทองพุ่ง เหตุผลก็คือ
ทองนั้นสามารถรักษามูลค่าของมันได้เสมอ
เพราะมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก เรื่องที่สองก็คือ
เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงหรือลดค่าลง เหตุผลก็คือ ทองนั้นเป็นคล้าย ๆ
กับเงินสกุลหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือเงินได้ทั้งโลกเหมือน
กับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อเงินดอลลาร์อ่อน ทองก็มัก
“แข็ง” หรือมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง เรื่องที่สามก็คือ
เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราสูง นั่นก็คือ มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินไป
มากกว่าของหรือสินค้าที่มีอยู่ ดังนั้น
เงินก็จะมาไล่ซื้อทองจึงทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาค่าของมัน

จากเหตุผล 3 ข้อข้างต้นก็จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้
ภาวะวิกฤติทางการเงินยังคงอยู่ทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่นเดียวกัน
เงินดอลลาร์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ
อย่างรวมถึงการขาดดุลการค้าและงบประมาณที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้สูง
ขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้าย ภาวะเงินเฟ้อก็ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นมากเช่นกัน
นอกจากนั้น ปริมาณของทองคำ
ซึ่งในโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัดนั้น
กลับมีความต้องการสูงขึ้น
ทั้งจากประชาชนในอินเดียและจีนที่มีรายได้สูงขึ้นมาก
และจากธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะจีน อินเดีย
และรวมถึงประเทศอื่น ๆ เช่นไทย
ต่างก็มีเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สูงมากและต้องการซื้อทองเพื่อนำมาใช้เป็น
ทุนสำรองเพิ่มขึ้น สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งก็ยิ่งทำให้ นักเก็งกำไร และรวมถึงนักลงทุน
ต่างก็เข้ามาซื้อทองคำส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปอีก คำถามก็คือ
นี่เป็น “ฟองสบู่ทองคำ” หรือยัง?
ผมเองตอบไม่ได้
แต่วันหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้
ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่คนดูแลแม่ยายผมซึ่งเราจ้างมา
เธอเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 50 ปีและไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุน
และเงินก็มีไม่มาก
เธอบอกผมว่าเธออยากจะลงทุนซื้อทองซักบาทหนึ่งเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นไปสูง
มากเป็นกว่าสองหมื่นบาทแล้ว ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร
เธอบอกว่าเห็นจากทีวี หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า
บางทีราคาทองน่าจะใกล้เป็นฟองสบู่แล้ว ดังนั้น
ใครที่คิดจะซื้อทองลงทุนก็คงต้องระวัง
แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนไม่ได้เลย ผมคิดว่าการลงทุนไม่เกิน 10%
ของพอร์ตการลงทุนรวมก็ไม่น่าจะเสี่ยงมากนัก เหนือสิ่งอื่นใด ทองนั้น
มักจะสามารถรักษามูลค่าของมันได้ในยามที่เลวร้ายที่สุด
23 สิงหาคม 2554
คอลัมน์ โลกในมุมมองของ Value Investor ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ขออ้างอิงจากบทความที่เคยเขียนไปเมื่อปี 2012 ในเรื่องของ Moving Average คือ "หุ้นขาขึ้นหรือขาลง" "จุดซื้อ-จุดขายด้วย EMA
อันทรงพลัง"
จะพูดถึงการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เอาไว้กำหนดสัญญาณ ซื้อ-ขาย
และเอาไว้ดู
ขาขึ้น-ขาลงของหุ้นหรือตลาด
มาในวันนี้เมื่อเรารู้จักพื้นฐานความรู้ของเส้นค่าเฉลี่ยกันไปแล้ว
บทความนี้จะนำเส้นค่าเฉลี่ยมาประยุกต์ใช้ในการ Trade ในเรื่องของ Price Action
ซึ่งจะก้าวขึ้นมาอีกขั้นก่อนจะก้าวข้ามไปสู่ Advance Trade
ในด้านของ
Chartychology จะใช้ประโยชน์จาก Moving Average ในการกำหนด Trend
ของหุ้นหรือตลาดและกำหนดพื้นที่ในการ Trade แค่นี้เอง...และจะไม่ได้นำ Moving
Average(MA) มากำหนด แนวรับ-แนวต้าน(ทาง StockMoneyGear
จะเขียนการกำหนด แนวรับ-แนวต้าน เป็นอีกบทความ)
สำหรับ Chartychology จะใช้
Moving Average 3 เส้นหลักๆ
เส้นที่ 1 คือ
การใช้ Sample Moving Average(SMA) ที่ระยะเวลา 10 วัน(Day TF) หรือ Exponential
Moving Average(EMA) ที่ระยะเวลา 10 วันเช่นกันแต่ EMA
จะให้น้ำหนักและช้ากว่า...ส่วน SMA
จะเร็วกว่าแต่ต่างกันไม่มากเท่าไรสามารถใช้แทนกันได้
เส้นที่ 2 คือ
การใช้ EMA 30 วันเท่านั้น จะนำไปใช้ในการกำหนดพื้นที่ในการ
Trade
เส้นที่ 3 คือ การใชั EMA 200 วัน เส้นนี้เป็นเส้นสำคัญครับ
คือ 1) จะเอามากำหนดว่าตอนนี้เป็น ขาขึ้นหรือขาลงเต็มตัวแล้วหรือยัง 2)
เส้นนี้จะเป็นเส้นอ้างอิงได้ดีถ้าหุ้นหรือตลาดยังไม่เป็น
ขาขึ้นหรือขาลงเต็มตัวมักจะกลับตัวแถวๆบริเวณนี้...
แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอาเส้นนี้เป็นเส้น แนวรับหรือแนวต้าน นะครับ
โดยหลักๆจะเน้นที่ข้อที่ 1) ครับ
เมื่อเราเข้าใจใน Moving Average แล้ว
เราจะนำไปวางกลยุทธ์กันครับ
จากที่เราได้อ่านบทความเรื่อง Uptrend และ
Downtrend เราจะนำมาประยุกต์ใช้โดยการกำหนดการวาง Moving Average โดยให้ SMA(10)
อยู่เหนือ EMA(30) โดยเงื่อนไขนี้จะเป็น Uptrend หรือ Long
Position
ทีนี้มาดูในส่วน Downtrend หรือ Short Position
กันโดยมีเงื่อนไขว่า SMA(10) อยู่ต่ำกว่า EMA(30) เท่านี้เองครับ
ดังนั้นเราจะ Trade แค่สองช่วงคือ Long Position และ Short
Position
แต่ช่วงที่ไม่ควร Trade คือช่วง Sideway ครับ
ยังมีอีกอ่านต่อได้ที่ http://www.stockmoneygear.com/2013/04/moving-average.html
Credit :http://www.stockmoneygear.com
Uptrend คือเพื่อนที่แสนดี Downtrend คือโอกาสที่รอคอย